รายงานพิเศษ: สิงคโปร์ กับแนวทางการอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19

0
106

สิงคโปร์ เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ปรับเปลี่ยนแนวทางการรับมือโรคโควิด-19 จากมาตรการ “โควิด-ซีโร่” หรือ การทำให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นศูนย์ มาเป็นการอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 ด้วยการระดมฉีดวัคซีนให้ประชาชน และไม่มีการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์อย่างเข้มงวด เหมือนที่แล้วมา เพื่อเร่งเดินหน้าเศรษฐกิจของประเทศสิงคโปร์ เริ่มใช้แนวทางการอยู่รวมกับโรคโควิด-19 ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา เนื่องจากมั่นใจว่า สามารถฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส ให้ประชาชนเกินกว่าร้อยละ 80 ส่งผลให้ทางการสิงคโปร์ เริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมต่างๆ และเดินหน้าฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ กลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ระบบสาธารณสุขของสิงคโปร์อยู่ในภาวะตึงตัวอย่างหนัก    



ทางการสิงคโปร์ตัดสินใจขอความร่วมมือให้ผู้ติดเชื้อรายใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง หรือเป็นผู้ติดเชื้อหลังจากที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว ลงทะเบียนเข้าระบบแยกรักษาตัวอยู่ที่บ้าน พร้อมสร้างศูนย์ดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 สำหรับดูแลผู้ป่วยโรคโควิด-19 กลุ่มเสี่ยงสูง ที่มีอาการป่วยไม่รุนแรง และยังไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล    

นอกจากนี้ สิงคโปร์ ยกระดับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ให้เข้มข้นมากขึ้น เพื่อบรรเทาภาระของระบบสาธารณสุข ด้วยการห้ามผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนโควิด-19 เข้าใช้บริการศูนย์การค้า และสถานที่ท่องเที่ยว รวมทั้ง ห้ามนั่งรับประทานอาหารในศูนย์อาหารและร้านกาแฟ แต่ยังอนุญาตให้ซื้อกลับบ้านได้ ตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ส่วนผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว อนุญาตให้ใช้บริการศูนย์การค้า และร้านค้าขนาดใหญ่ รวมถึงอนุญาตให้นั่งรับประทานอาหารในศูนย์อาหาร แต่รวมกลุ่มได้ไม่เกิน 2 คน       


พร้อมกันนี้ สิงคโปร์ ขยายโครงการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มกระตุ้น ให้ครอบคลุมบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่ด่านหน้า และผู้ที่มีอายุ 30 ปี ขึ้นไป ซึ่งฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว อย่างน้อย 6 เดือน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ดำเนินการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้เฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไป    

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ ยังเดินหน้าเปิดประเทศ ผ่านโครงการที่อนุญาตให้ผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดสแล้ว สามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์ โดยไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการกักตัว ซึ่งเริ่มนำร่อง กับผู้ที่เดินทางมาจากเยอรมนีและบรูไน และเตรียมดำเนินโครงการดังกล่าว เพิ่มอีก 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และเดนมาร์ก ในวันที่ 19 ตุลาคม นี้ เพื่อกอบกู้สถานะการเป็นศูนย์กลางการเดินทางระดับโลกของสิงคโปร์    


นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ กล่าวว่า ประชาชนควรปรับเปลี่ยนแนวความคิดจากการทำให้ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เป็นศูนย์ มาเป็นการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 โดยรัฐบาลจะผลักดันการบังคับใช้มาตรการด้านสาธารณสุขที่ไม่ยุ่งยาก เพื่อให้สิงคโปร์กลับมาเปิดประเทศ และเดินหน้าเศรษฐกิจอีกครั้ง    

อย่างไรก็ตาม อาจต้องใช้เวลา นาน 3 ถึง 6 เดือน ถึงจะสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนถึงจุดที่ชาวสิงคโปร์สามารถอยู่ร่วมกับโรคโควิด-19 ภายใต้แนวทางชีวิตวิถีใหม่