“อนุทิน” ชี้สาธารณสุขไทยแข็งแกร่งพร้อมรับมือ คลายล็อกประเทศก่อนอดตาย

0
79

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “นโยบายรัฐบาลกับการส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการของประเทศไทย” ภายในงาน “จัดงานทั่วไทย ภูมิใจช่วยชาติ” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ว่า ประเทศไทยจะล็อกประเทศแบบนี้ต่อไปไม่ได้ จะอยู่แบบติดเชื้อเป็นศูนย์ (Zero Infection) ห้ามการเดินทาง ห้ามทำธุรกิจกับตลาดต่างประเทศแบบนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะคนไทยจะอดตายก่อนโรคโควิด-19 ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมัน ด้วยพื้นฐานความพร้อมด้านสาธารณสุข ทั้งเรื่องยาและเวชภัณฑ์

“ถ้าเกิดมีการคลายล็อกมาตรการต่างๆ เพิ่มขึ้น ประเทศไทยจะใช้ความได้เปรียบที่มีอยู่เพื่อดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ประกอบกับอุตสาหกรรมการจัดประชุม ท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล สัมมนา และจัดแสดงสินค้า (MICE : ไมซ์) ของไทยอยู่ในอันดับต้นๆ สถานที่ท่องเที่ยวมีความพร้อม ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพ เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา พัทยา ภูเก็ต และ สงขลา ในการรองรับนักเดินทางทั้งกลุ่มพำนักระยะสั้นเพื่อท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจ และกลุ่มพำนักระยะยาว รวมถึงการเดินทางเพื่อมารักษาพยาบาลในไทย”

ทั้งนี้ เราต้องเอาจุดแข็งที่สุดของไทยมาแสดง นั่นคือความปลอดภัย เพราะไทยยังต้องการรับนักท่องเที่ยว นักลงทุน และนักธุรกิจชาวต่างชาติให้ได้มากที่สุด โดยมีความพร้อมเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งโรงแรมกักตัวตามที่รัฐกำหนด (State Quarantine) และโรงแรมกักตัวทางเลือกตามที่รัฐกำหนด (Alternative State Quarantine) ที่มีส่วนช่วยให้ธุรกิจโรงแรมมีรายได้

“วิกฤติโควิด-19 จะดีขึ้น เพราะประเทศไทยกำลังลงทุนร่วมกับสถาบันต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อผลิตวัคซีน มั่นใจว่าเมื่อวัคซีนลอตแรกถูกค้นพบ ประเทศไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย”

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ทีเส็บ TCEB (Thailand Convention and Exhibition Bureau) กล่าวว่า ทีเส็บจะเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค.พิจารณาแนวทางสเปเชียล เจอร์นีย์ (Special Journey) นำนักเดินทางเพื่อธุรกิจเข้าไทยอย่างมีแบบแผนรัดกุม โดยไม่ต้องเข้ากักตัว 14 วัน นำร่องกลุ่มนักเดินทางมาร่วมงานจัดแสดงสินค้าก่อน โดยต้องมีใบรับรองจากประเทศต้นทางว่าปลอดเชื้อโควิด 72 ชั่วโมง เมื่อเดินทางมาถึงสนามบิน ในไทย ต้องกักตัวนาน 6-8 ชั่วโมงเพื่อตรวจหาเชื้อยืนยันอีกครั้ง เข้าพักในโรงแรม ASQ มีบริษัทผู้รับจัดบริการเดินทาง (Destination Management Company : DMC) และมีเจ้าหน้าที่ติดต่อประสานงานตามติดอย่างใกล้ชิด ตลอดทริปจนกว่าจะบินกลับภูมิลำเนา รวมถึงต้องใช้งานแอปพลิเคชันหมอชนะ

สำหรับเจ้าหน้าที่ติดต่อประสานงาน ได้ กำหนดจัดอบรมรุ่นแรก 30 คน วันที่ 10 ก.ย.นี้ อัตราส่วนที่เจ้าหน้าที่ฯ 1 คนติดตามนักเดินทางไมซ์ 10 คน ให้ค่าจ้างวันละไม่ต่ำกว่า 2,500 บาท แต่มีเงื่อนไขว่าเมื่อกลุ่มนักเดินทางไมซ์ที่เจ้าหน้าที่ดูแลเดินทางกลับประเทศแล้ว เจ้าหน้าที่ฯต้องเข้ากักตัวที่โรงแรม SQ เป็นระยะเวลา 14 วัน โดยจะดึงพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต่างๆ ที่ต้องหยุดงานชั่วคราวเพราะโควิด-19 มาร่วมอบรมเป็นเจ้าหน้าที่ฯ

“ข้อเสนอดังกล่าวเกือบผ่านที่ประชุม ศบค.แล้ว แต่เกิดกรณีทหารอียิปต์ที่จังหวัดระยองเสียก่อน ข้อเสนอจึงถูกฟรีซไว้ ล่าสุด ศบค.จะพิจารณาแนวทางสเปเชียล เจอร์นีย์ อีกครั้งในเดือน ก.ย.นี้ หากได้รับการอนุมัติ ก็จะเริ่มดำเนินการนำนักเดินทางเพื่อธุรกิจกลุ่มนี้เข้ามาเป็นกลุ่มย่อยก่อน และทำอย่างรัดกุม เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราสามารถจัดการได้ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ให้เดินหน้าได้ เพราะไทยพึ่งพาธุรกิจจากต่างประเทศเป็นส่วนมาก”.

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ได้เสนอวาระที่เกี่ยวข้องกับการนำนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาในไทย ซึ่งต่อเนื่องจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรนอกสถานที่ที่ จ.ระยอง เห็นชอบนำนักท่องเที่ยวต่างชาติ 200 คน เข้ามาพำนักระยะยาว (ลองสเตย์) ภายใต้โครงการ “ภูเก็ต โมเดล” ซึ่งอาจจะเกิดความสับสนเนื่องจากบังเอิญไปใช้คำว่า “ภูเก็ต โมเดล” เหมือนกับโครงการที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯเล็งเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาภายใต้โครงการ Safe & Sealed Area for Tourism โดยให้เข้ามาเที่ยวในไทยโดยจำกัดพื้นที่และมีการตรวจสุขภาพตามเงื่อนไขของกระทรวงสาธารณสุข


อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวจะต้องรอประเมินการตอบรับของคนไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะคนในพื้นที่ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมาจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ มีการตรวจโควิดทุกระยะ กักตัว 14 วัน โดยออกค่าใช้จ่ายเอง จากนั้นท่องเที่ยวในภูเก็ตได้ แต่หากจะข้ามจังหวัดต้องกักตัวเพิ่มอีก 7 วันเป็น 21 วัน โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะทำวีซ่าเพื่อขออยู่ในไทย 90 วัน และขอเพิ่มอีก 180 วัน รวมเป็น 270 วัน ซึ่งจะเข้ามาภายในเดือน ต.ค.นี้ “สรุปแล้วคือ รอให้กลุ่ม 200 คนนี้จบก่อน แล้วค่อยประเมิน อยู่ที่ใจคนไทยว่าจะยอมรับได้ไหม แต่ต้องย้ำมาตรการดูแลอย่างเข้มงวด การเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีแพทย์ออกมาต่อต้าน แต่กลับบอกว่าให้นำแรงงานต่างด้าวเข้ามาได้ ซึ่งน่ากังวลยิ่งกว่าเพราะอาจมีการลักลอบเข้ามา”.