รองอธิบดีกรมอุทยานฯ ย้ำ แผนฟื้นฟูและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน

0
206

รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ย้ำ แผนฟื้นฟูและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ขณะเดียวกันเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เกษตรกรรมและเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดภายใน 3 วัน

นายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ในเบื้องต้นยังคงปิดพื้นที้ถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ช่วงฤดูฝนหรือหน้าน้ำหลากอย่างน้อย 6 เดือน โดยห้ามผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่เด็ดขาด ควบคู่กับเร่งฟื้นฟูคืนสภาพธรรมชาติให้กลับมาเป็นปกติ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทยอยขนอุปกรณ์ต่างๆ ออกจากถ้ำหลวงฯแล้ว แต่มีบางส่วนที่ยังไม่สามารถขนออกมาจากถ้ำได้ เนื่องจากระดับน้ำภายในถ้ำกลับมาสูงขึ้นตามปกติช่วงน้ำหลาก ทำให้ต้องเก็บไว้และรอจนน้ำแห้งก่อน ส่วนแผนฟื้นฟูและพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ได้วางไว้ทั้งแผนงานเร่งด่วนและแผนระยะยาวอาจใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี โดยทำแผนเสนอให้ พลเอก สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว พร้อมวางรายละเอียดงบประมาณและการทำงานต้องมีผู้เชี่ยวชาญจากกรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และนักวิชาการด้านถ้ำเข้ามาร่วมชี้แนะแผนถ้ำหลวงฯ

ทั้งนี้ ได้รื้อท่อระบบฝายที่นำท่อต่อทางน้ำออกทั้งหมด เพื่อให้ระบบน้ำไหลกลับเข้าถ้ำหลวงฯตามปกติ ส่วนโพรงที่สำรวจ 100 โพรง พบมี 3 โพรงขนาดใหญ่ที่มีการเจาะสำรวจ จากนี้ต้องอุดให้กลับสู่สภาพเดิม โดยกรมทรัพยากรธรณีจะเข้ามาช่วยดำเนินการ เพื่อให้สภาพด้านนอกของถ้ำหลวงฯ คืนสู่สภาพเดิม รวมทั้งเร่งกำหนดโซนนิ่งถ้ำและเขตบริการนอกถ้ำให้ชัดเจน  การกำหนดการเข้า-ออกของถ้ำ การติดตั้งระบบตรวจวัดระดับน้ำ และการเตือนภัยด้วย

ขณะที่ นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า จะเร่งผันน้ำและรื้อถอนอุปกรณ์ตามจุดเบี่ยงทางน้ำและจุดการผันน้ำให้แล้วเสร็จภายใน 3 วัน ควบคู่กับขนย้ายอุปกรณ์ภายในถ้ำหลวงฯออก ซึ่งเหลือค้างอยู่ประมาณร้อยละ 5 ส่วนจุดสูบน้ำทุกจุดบริเวณหน้าถ้ำหลวงและถ้ำทรายทองหยุดสูบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงเครื่องสูบน้ำที่ติดตั้งไว้ฉุกเฉินกรณียังมีน้ำท่วมขังพื้นที่ซึ่งมีไม่มากและกระจายบางจุดเท่านั้น

สำหรับการชดเชยให้เกษตรกรที่ยอมรับน้ำที่ระบายจากถ้ำหลวงฯ พบมีจำนวนกว่า 100 ราย โดยจะใช้งบประมาณของจังหวัดช่วยเยียวยา และวางมาตรการระระยาวพัฒนาระบบชลประทานทั้งในและนอกเขต เพื่อบูรณาการนำน้ำส่วนเกินช่วงน้ำหลากไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านการเกษตร