ร้อง “สวนไทยพัทยา” แหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่เมืองชลบุรีสร้างทับที่ สปก.

0
76

เมื่อ 9 เมษายน 61 นายไพรัตน์ ไตรศุภโชค นายกเทศมนตรีเทศบาลห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เดินทางเข้าพบ นายนริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง เพื่อเสนอรายงานปัญหา การก่อสร้างอาคารและทำการก่อสร้างอาคารสถานที่ท่องเที่ยวขนาดใหญ่แห่งใหม่ ชื่อ “สวนไทยพัทยา” ตั้งอยู่บริเวณถนนสาย 331 ขาเข้าสัตหีบ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการบนที่ สปก.หรือพื้นที่ปฏิรูปเพื่อการเกษตรกรรม ขณะที่อาคารจำนวนมาก มีการดำเนินการก่อสร้างโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น

นายไพรัตน์ เปิดเผยว่า หลังจากได้ทราบข่าวปัญหาของแห่งท่องเที่ยวใหม่ดังกล่าว ทางเทศบาลก็ได้เดินทางไปสำรวจ จนพบการกระทำความผิด โดยเปิดให้บริการมาแล้วกว่า 1 อาทิตย์ แต่ที่ดินแปลงนี้เบื้องต้นพบว่าเป็นการดำเนินการบนที่ดิน สปก. กว่า 150 ไร่  เพื่อสร้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งนี้ได้เอาคำสั่งไปปิดยังสถานที่ดังกล่าวแล้ว ตามกฏหมาย พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ทั้งในส่วนของคำสั่ง ค.3 ที่ให้ระงับการก่อสร้าง ค.4 คำสั่งให้ระงับการใช้อาคาร และ ค.9 ที่ให้มาขออนุญาตให้ถูกต้อง เนื่องจากในเบื้องต้นเป็นการก่อสร้างไม่ได้รับอนุญาต  ส่วนการดำเนินการขั้นตอนต่อไป คงจะต้องศึกษาข้อกฎหมาย พร้อมทั้งหารือเจ้า หน้าที่ส่วนเกี่ยวข้องหลายฝ่ายว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งขณะนี้ได้แจ้งทางเทศบาลได้แจ้งรายงานให้ทางอำเภอบางละมุงรับทราบแล้ว

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว เพื่อรับฟังคำชี้แจงจากผู้บริหารโครงการสวนไทย พัทยา จ.ชลบุรี โดยมี นายชัยพร (ขอสงวนนามสกุล) ในฐานะเจ้าของกิจการ เปิดห้องชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า สำหรับที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินที่บิดา ซื้อต่อจากเพื่อนคนหนึ่งที่สนิทกันตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์แบบที่ สค.1 ขนาด 150 ไร่ แปลงที่ 560 และ 585 ที่เพื่อนของบิดาถือกรรมสิทธิ์มาตั้ง แต่ปี 2485 จากนั้นจึงได้นำที่ดินแปลงนี้มาทำอาชีพเกษตรกรรม ด้วยการปลูกมันสำปะหลัง มะพร้าว มังคุด และทุเรียน ซึ่งก็มีการเสียภาษีมาตั้งแต่ปี 2509 กระทั่งต่อมา ได้มีประกาศเขตป่าไม้คุ้มครองขึ้นในปี 2495 จนทำให้ที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขต สปก.ไปด้วย แต่ทางบ้านก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร เพียงแต่พี่สาวจากพี่น้องจำนวน 5 คน ได้ไปติดต่อขอเอกสาร สปก.มาถือครองด้วยความไม่รู้  จึงทำให้ที่ดินแปลงนี้ มีลักษณะเป็นสิทธิ์ครอบครองแบบทับซ้อนคือเป็นทั้ง สค.1 และ สปก. จากนั้นต่อมาเอกสาร สค.1 ได้สูญหายไป ทางนายอรรคเดช พี่ชายจึงไปแจ้งความไว้บันทึกที่ สภ.บางละมุง และสำนักงานที่ดินตั้งแต่ปี 2533 และมีการลงบันทึกกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง

นายชัยพร กล่าวต่อไปว่า จากนั้นทางครอบครัวซึ่งมีพี่น้อง 5 คน ก็มีแผนจะปรับเปลี่ยนรูปแบบอาชีพเป็นลักษณะท่องเที่ยวเชิงเกษตรโดยใช้ที่ดินมาดำเนินการประมาณ 80 ไร่ จึงนำที่ดินบางส่วนไปขายและนำเงินมาลงทุนในลักษณะ “กงสี” ซึ่งยืนยันว่าไม่มีนอมินี หรือนายทุนชาวจีน มาสนับสนุนอย่างที่หลายคนเข้าใจ ในปี 2559 จึงได้ทำเรื่องขออนุญาตดำเนินการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะตามกฎหมายระบุว่าที่ดิน สค.1 สามารถนำไปยื่นเรื่องออกโฉนดได้ แต่ปรากฏว่าทางเทศบาลปฏิเสธ โดยแจ้งว่าที่ดินอยู่ในเขต สปก.และให้ไปติดต่อในสำนักงาน สปก.แทน ขณะที่ไปที่สำนักงานก็ได้รับแจ้งกลับมาว่าที่ดินเป็น สค.1 สามารถดำเนินการขออนุญาตได้ ซึ่งทุกอย่างได้ยื่นไปหมดแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา กระทั่งเป็นกระแสข่าวว่ามีการทำสถานที่ท่องเที่ยวบุกรุกพื้นที่ สปก.ดังกล่าว

ทั้งนี้ในฐานะเจ้าของกิจการ และเป็นข้าราชการด้วย ก็รู้สึกหนักใจ เพราะไม่ได้อยากทำผิดกฎหมายและก็พยายามทำการตามขั้นตอนทุกอย่าง เพียงแต่ติดปัญหาหลายด้าน โดย เฉพาะเรื่องของอาคารที่มีการปิดหมายจากท้องถิ่น ซึ่งหากให้ไปยื่นเอกสาร ก็พร้อมปฏิบัติทันที ทั้งนี้ “สวนไทยพัทยา” เพิ่งเปิดกิจการมาได้ประมาณ 10 วันเท่านั้น จึงอยากขอความเป็นธรรมจากสังคมด้วย เพราะเจตนาก็แค่ต้องการทำที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรและไม่มีเจตนาจะทำผิดกฎหมาย พร้อมเร่งแก้ไขตามระเบียบ.