รายงานพิเศษ สารพัดวิธี “ฆ่าตัวตาย” ‘รสนิยม’ แยกแยะได้ตามเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์

0
92

จากรายงานอัตราการฆ่าตัวตายของประเทศไทย ประจำปี 2560 ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่าประเทศไทย มีอัตราการฆ่าตัวตายเท่ากับ 6.03 (อัตราต่อแสนประชากร) โดยภาคเหนือมีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงสุด ซึ่ง ‘แม่ฮ่องสอน’ เป็นจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายมากที่สุดเท่ากับ 14.55 (อัตราต่อแสนประชากร) รองลงมาคือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้

ในส่วนของจังหวัดชลบุรีมีประชากรประมาณ 1,479,401 คน พบว่ามีการฆ่าตัวตายอัตราต่อแสนประชากรจำนวน 4.33 เปอร์เซ็นต์ (ตามทะเบียนบ้าน) มีผู้เสียชีวิตจำนวน 96 ราย (จำนวนตามสถานที่เสียชีวิต) รวมทั้งจังหวัดคิดเป็นร้อยละ 6.49 (อัตราต่อแสนประชากร)

ถึงแม้ “โรคซึมเศร้า” จะเป็นสาเหตุที่พบได้มาก ในผู้ที่คิดและพยายามจะฆ่าตัวตาย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยอื่นๆ ที่นำไปสู่สาเหตุของการฆ่าตัวตาย ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ไม่สมหวัง ความเครียดจากการเรียน การทำงาน ครอบครัว หรืออาการป่วยเรื้อรัง และความน้อยเนื้อต่ำใจอะไรบางอย่างในชีวิต

ในอดีตคนที่คิดสั้นมักจะเลือกใช้วิธีการปลิดชีพตัวเองไม่กี่วิธี อาทิ กินยาพิษ, ผูกคอตาย, ยิงตัวตาย, วิ่งออกไปกลางถนนให้รถชน, นอนบนรางรถไฟให้ม้าเหล็กทับ หรือถ้าในจังหวัดที่มีตึกสูงก็จะมีการฆ่าตัวตัวด้วยการ ‘ดิ่งพสุธา’  แต่ปัจจุบันสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย วิธีการฆ่าตัวตายก็มีพัฒนาการไปจากเดิม ซึ่งแต่ละวิธีก็ค่อนข้างจะแปลก แหวกแนว และน่าหวาดเสียว มากขึ้นทุกที…ทุกที

เมืองพัทยา จ.ชลบุรี มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ เดินทางมาท่องเที่ยว และใช้เป็นที่อาศัยพักพิงในบั้นปลายของชีวิต วิธีการฆ่าตัวตายแบบแปลกๆ และสุดสยอง ก็มีที่มาจากชาวต่างชาติแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ถุงครอบหัว, ปิดห้องจุดเตาอั้งโล่รมควันตัวเอง, ต่อท่อไอเสียเข้ามาในรถยนต์ที่ปิดกระจกทั้ง 4 ด้าน, ใช้มีดหรือของมีคมทำร้ายตัวเอง หรือแม้กระทั่งเอาศีรษะ มุดลงไปในถังน้ำที่มีความสูงไม่ถึง 1 เมตร ก็สามารถกระทำการอัตวินิบาตกรรมได้

ยกตัวอย่างกรณีการเสียชีวิตของ นายสเท็น ลันด์โฮล์ม (Mr.Sten Lundholm) อายุ 62 ปี สัญชาติสวีเดน ภายในห้องน้ำของห้องพักเลขที่ 339/505 ชั้น 10 ตึกเอ ของ “วิวทะเลคอนโดมิเนียม” โครงการ 1 ย่านชายหาดจอมเทียน เมืองพัทยา เมื่อกลางดึกวันที่ 6 กรกฎาคม 2559 จากการตรวจสอบสภาพศพพบว่าอยู่ในท่านั่งยองๆ ศีรษะทิ่มลงไปในถังน้ำพลาสติกขนาด 50 ลิตร สีดำ ที่มีน้ำอยู่เต็มถัง โดยมีถุงกอล์ฟทับอยู่บริเวณต้นคอ สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองพัทยา ฟันธงว่าเป็นการฆ่าตัวตาย เนื่องจากพบจดหมายที่เขียนด้วยลายมือผู้ตาย ระบุว่า หากตัวเองเป็นอะไรไป ขอให้คนที่พบศพ ช่วยโทรศัพท์ติดต่อญาติที่ประเทศสวีเดนให้ทราบด้วย เมื่อสอบสวนพยานแวดล้อมทำให้ทราบว่า ผู้ตายมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเงินขาดมือ ทำให้เกิดอาการเครียดเลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย

และเมื่อ 16 ธันวาคม ปีเดียวกัน พบศพชาวต่างชาติ ทราบชื่อภายหลังคือ นายแฟรงค์ โทมัส เคช อายุ 52 ปี สัญชาติอเมริกัน ห่างจากหาดแสม บนเกาะล้าน ประมาณ 200 เมตร สภาพศพสวมชุดดำน้ำ มีเชือกผูกมัดติดเสาปูนในทะเล ที่ลำคอถูกของมีคมบาดจนเป็นแผลเหวอะหวะ คดีนี้ในครั้งแรกตำรวจตั้งประเด็นและพุ่งเป้าว่าน่าจะถูกฆาตกรรม แต่สุดท้ายก็เป็นการฆ่าตัวตายแบบพิสดาร  เนื่องจากมีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 61 ที่ผ่านมา นายจิน เฉินอี้ นักท่องเที่ยวชาวจีนวัย 27 ปี ซึ่งพักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านพัทยาใต้ เกิดความเครียดเรื่องปัญหาครอบครัว เลยตัดสินใจฆ่าตัวตาย ด้วยการก่อไฟในเตาอั้งโล่ถึง 2 เตา ก่อนยกไปตั้งไว้ในห้องน้ำ แล้วปิดประตูหน้าต่างห้องอย่างมิดชิด จากนั้นก็ไปนั่งอยู่ในห้องน้ำเพื่อสูดเอาควันเข้าไปให้เต็มปอด สุดท้ายก็เลยตายสมความปรารถนา

“มนูญ ใจตรง” เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยา เล่าประสบการณ์การเก็บศพที่ทำมากว่า 20 ปี ให้ฟังว่า เคยเก็บศพคนฆ่าตัวตายมาแล้วนับไม่ถ้วน ส่วนการฆ่าตัวตายแต่ละวิธีเท่าที่เห็นส่วนใหญ่ แยกได้ตามลักษณะของเชื้อชาติ อาทิเช่นหากเป็นชาวเอเชีย โดยเฉพาะ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มาเลเซีย ฯลฯ มักจะใช้วิธีรมควัน หรือไม่ก็เอาถุงครอบให้ขาดอากาศหายใจ ซึ่งเป็นการตายแบบไม่อุจาดตา เพราะไม่มีเลือดออกมาจากร่าง แต่ถ้าตายแบบ ‘ศพไม่สวย’ ส่วนใหญ่จะเป็นชาวยุโรปและอเมริกา ที่ชอบใช้ของมีคมปาดแขน ปาดคอ แทงตัวเอง หรือไม่ก็ดิ่งพสุธากระโดดตึกลงมากระแทกพื้นจนร่างแหลกเหลว ตับไตไส้พุงทะลัก เลือดแดงฉานเป็นที่น่าสยดสยอง โดยส่วนใหญ่จะใช้คอนโดมิเนียม , ห้างสรรพสินค้าที่มีคนพลุกพล่าน เป็นสถานที่จบชีวิตตัวเอง ส่วนคนไทยก็ใช้วิธีการฆ่าตัวตายแบบเดิมๆ อาทิ ผูกคอตาย , ยิงตัวตาย , กินยาตาย เป็นต้น

ทางด้าน นายบิล (ขอสงวนนามสกุล) ชาวอังกฤษในวัย 60 ปี ที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านพัทยากลาง ยอมรับว่า ในอดีตเมื่อไม่นานมานี้ เคยพยายามจะฆ่าตัวตาย ด้วยการใช้มีดกรีดแขนและแทงร่างตัวเองจนเลือดโชกมาแล้ว สาเหตุเกิดจากความเครียดเรื่องอาการป่วยเรื้อรังรักษาไม่หายขาด แต่บังเอิญวันนั้นเพื่อนมาเห็นเสียก่อน จึงรีบโทรศัพท์แจ้งให้หน่วยกู้ภัยมารับตัวไปส่งโรงพยาบาล โดยแพทย์ได้ทำเยียวยาจนพ้นขีดอันตรายเลยไม่ได้ตายสมใจ ภายหลังญาติพี่น้อง คนในครอบครัว และเพื่อนๆ ในประเทศบ้านเกิดทราบข่าว ต่างพากันเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาให้กำลังใจถึงขอบเตียง ตัวเองคิดได้และจึงตัดสินใจที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อคนที่เรารักและรักเรา…

สำหรับการฆ่าตัวตายด้วยวิธีแปลกๆ ของชาวต่างชาตินั้น ผู้สื่อข่าวได้เข้าพบ พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา เพื่อขอสัมภาษณ์ความคิดเห็นในมุมมองของตำรวจ เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ พร้อมกับให้เหตุผลสั้นๆ ว่า เรื่องฆ่าตัวตายกำลังเป็นกระแสทางสังคม ทางผู้บังคับบัญชาระดับสูงจึงสั่งงดให้สัมภาษณ์

สรุปแล้วนอกจากโรคซึมเศร้า สาเหตุที่ทำให้คนคิดสั้น ฆ่าตัวตาย เกิดขึ้นได้จากอีกหลายปัจจัย ทั้งความเครียด , ผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ฯลฯ รวมถึงโรคไบโพล่าห์ หรือโรคอารมณ์สองขั้ว ที่ ‘เสก โลโซ’ กำลังเป็นป่วยอยู่ในขณะนี้ หากเป็นระยะสุดท้าย ก็อาจจะคิดฆ่าตัวตายได้เช่นกัน

ดังนั้น…คนในครอบครัวและคนรอบข้าง มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ในการสังเกตสัญญานเตือน เมื่อเกิดความผิดปกติกับคนใกล้ชิด หรือมีขัอสงสัย ก็สามารถไปปรึกษาแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อจะได้หาวิธีการที่เหมาะสมในการรักษาผู้ที่กำลังป่วย และให้กำลังคนที่กำลังท้อแท้สิ้นหวัง ให้กลับมาฮึดสู้และใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขต่อไป.