รัฐฯสั่งห้ามนั่งทานอาหารในร้านคุมโควิด-19 ผู้ประกอบการร้านอาหารเมืองพัทยาครวญยอดตกฮวบ

By เจษฎา หอมกลิ่น

เมื่อ 22 กรกฎาคม 64  บรรยากาศร้านอาหารในเมืองพัทยา หลังจากที่ทาง ศบค.มีค่ำสั่งมาตราการเพิ่มเติมในการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการงดนั่งรับประทานอาหารที่ร้าน และอนุญาตให้ซื้ออาหารกลับไปรับประทานที่บ้านได้เท่านั้น มาตรการดังกล่าวเรียกได้ว่าเป็นเหมือน “ฟ้าผ่า” ผู้ประกอบการร้านอาหาร ที่เพิ่งจะฟื้นตัวกลับมาเปิดให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ได้ไม่กี่เดือนเท่านั้น



ร้านอาหารชื่อดังในย่านถนนเทพประสิทธิ์ พัทยา อาทิ ร้านทิพย์ ข้าวมันไก่ตอน ร้านอาหารแดง-ดำ  ร้านก๋วยเตี๋ยวปลาป้าสมพร ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือนายช่าง ร้านโชคชัย และอื่นๆ พบว่าหลังจากที่ไม่ให้ลุกค้ารับประทานอาหารได้ภายในร้านส่งผลให้ยอดขายตกลงมากกว่าครึ่งหรือคิดเป็น 50 % เพราะลุกค้าส่วนมากชอบนั่งทานในร้านมากกว่าซื้อกลับไปทานที่บ้าน เพราะหลายคนรับประทานในชั่วโมงเร่งด่วน ในการที่รับประทานและรีบกลับไปทำงานต่อ

 “การไม่มีเก้าอี้มันเหมือนฆ่ากันทั้งเป็นเลยนะคะ เพราะว่าลูกค้าไม่กิน ลูกค้าก็เดินผ่านไป” คุณฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวถึงผลกระทบจากมาตรการห้ามนั่งรับประทานอาหารในร้าน ซึ่งส่งผลให้รายได้ของร้านอาหารลดลงอย่างน่าใจหาย โดยเธอระบุว่า รายได้หลักของร้านอาหารในประเทศไทยมาจากการนั่งรับประทานที่ร้าน ไม่ใช่การซื้อกลับบ้าน และการเดลิเวอรี่เป็นแค่ 10% ของยอดขายเท่านั้น 

และในส่วนของผู้ประกอบการบาร์เบียร์ย่านจอมเทียน-พัทยา ที่ปรับตัวมาเปลี่ยนมาขายอาหารก็กระทบหนักรายรับของร้านหายไปกว่า 80% เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถเข้ามารับประทานอาหารที่ร้านได้ ประกอบกับการที่ทางร้านเป็นกึ่งบาร์คราฟต์เบียร์ ซึ่งไม่สามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ทำให้ลูกค้าเลือกที่จะไม่เข้าร้านเลย เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างที่อยู่ในเมืองพัทยา


นายสมโชค สงวนนามสกุล ผู้ประกอบการร้านอาหารในซอยกอไผ่เผย อาหารบางประเภทที่ไม่สามารถขายแบบซื้อกลับบ้านได้ ซื้อไป รสชาติไม่เหมือนเดิม ลูกค้าก็เลือกที่จะไม่สั่ง ต่อให้สั่งผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ สุดท้ายร้านก็เสียค่า GP ร้านก็ต้องไปบวกเพิ่มจากลูกค้าอีก จากที่สมมติว่าลูกค้ารับประทานอาหารที่ร้าน 50 บาท แต่พอสั่งไลน์แมน นอกจากอาหารจะไม่สดแล้ว ยังต้องเสียเพิ่มอีก”เผยต่อไปว่าในขณะที่ผู้ประกอบการร้านอาหารรายใหญ่สามารถเข้าถึงความช่วยเหลือและแหล่งเงินทุนได้ง่าย ผู้ประกอบการรายเล็ก หรือ SME ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ กลับเป็นกลุ่มที่ถูกละเลยไป “กลุ่มใหญ่ ถ้าเขามีสายป่าน มีทุน เขาก็สามารถที่จะอยู่ได้ มีผลกระทบบ้าง แต่ไม่หนักเท่ากับ SME การเข้าถึงแหล่งทุนด้วย รายใหญ่ก็จะมีหลักทรัพย์ไปกู้กับธนาคาร มีความช่วยเหลือที่ถูกวางเป็นอันดับแรก ส่วน SME รายย่อยจะถูกวิเคราะห์สินเชื่อและให้ความช่วยเหลือในระดับรองลงมา เนื่องจากถูกมองว่าความสามารถในการชำระหนี้ ความสามารถในการดำเนินกิจการไม่เท่ารายใหญ่ บางรายที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล ก็จะได้รับความช่วยเหลือ แต่คนส่วนใหญ่ถูกทอดทิ้งเพราะเป็น SME รายเล็ก.