ยังแก้ไม่จบ! ล่าสุดตรวจพบบ้านสุขาวดี สร้างประตูเหล็ก และจอดรถกีดขวางทางสาธารณะ

0
322

เมื่อ 12 กันยายน 61 นายวิเชียร พงษ์พานิช รองนายกเมืองพัทยา พร้อมด้วย นายประพันธ์ ประทุมชุมภู ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากสำนักการช่างเมืองพัทยา กลุ่มกฎหมาย และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณถนนสาธารณะทางเข้า “บ้านสุขาวดี” ภาย ในซอยสุขุมวิท 8 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี  หลังได้รับแจ้งว่า ที่ผ่านมาหลังจากที่เมืองพัทยาออกคำสั่งให้ทำการรื้อถอนอาคารที่กีดขวางทางสาธารณะ ขนาด 6×150 เมตร ที่ทะลุผ่านเข้าไปในบ้านสุขาวดี เพื่อเปิดทางให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทางบ้านสุขาวดีได้ทำการรื้อถอนไปแล้ว แต่ปรากฏว่าหลังมีการรื้อถอนและจัดทำถนน ค.ส.ล.แล้วเสร็จ กลับมีการจัดสร้างประตูเหล็กบานพับ และนำรถบัสโดย สารขนาดใหญ่มาจอดกีดขวางทางสาธารณะไว้

ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า มีรถบัสโดยสารขนาดใหญ่จำนวน 2 คัน จอดกีดขวางทางสาธารณะ ที่มีแนวประตูเหล็กปิดกั้นไว้ จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.บางละมุง ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ ฐานจอดรถกีดขวางทางจราจรในพื้นที่สาธารณะ ขณะที่ประตูเหล็กพานพับที่จัดสร้างไว้ ดังกล่าว หากมีการปิดประตูขวางไว้ถือเป็นความผิดทางกฎหมาย จึงมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสือประสานให้ทำการรื้อถอน พร้อมเสนอไปยังฝ่ายบริหารเมืองพัทยา เพื่อดำเนินตามกฎหมายขั้นตอนของ รวมไปถึงเชือกแขวนโคมไฟระย้า ที่แขวนขวางไว้ระหว่างอาคารคร่อมแนวถนนสาธารณะนั้น ก็ถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาด วางแขวน สิ่งของกีดขวางทาง ซึ่งจะได้ทำบันทึกเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาทำการรื้อถอน พร้อมแจ้งความดำเนินคดีต่อไป

ขณะที่กรณีของการจัดวางสิ่งของประเภทหญ้าเทียม โต๊ะ เก้าอี้ บนแนวทางฟุตปาธริมทะเล ด้านหลังบ้านสุขาวดี ที่เคยประสานให้ดำเนินการแก้ไข และเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ไปแล้วนั้น ปัจจุบันเมืองพัทยาได้แจ้งความดำเนินคดี กับพนักงานสอบสวน สภ.บางละมุง ก่อนรอส่งเรื่องฟ้องร้องต่อไป อย่างไรก็ตามจะมีการทำบันทึกถึงนายกเมืองพัทยา ในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่น ที่จะใช้อำนาจในการดูแลพื้นที่สาธารณะ มอบหมายให้ผู้เกี่ยวข้องลงมาแก้ไขอีกชั้นหนึ่ง เนื่องจากมองว่าเป็นการตั้งวางสิ่งของกีดขวางทางเท้า ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดด้วยเช่นกัน

ด้าน นายวิเชียร พงษ์พานิช รองนายกเมืองพัทยา กล่าวว่าสำหรับการดำเนินการรื้อหญ้าเทียม และอุปกรณ์ต่างๆที่ทางบ้านสุขาวดี ได้มีการนำมาปูกีดไว้บนทางเท้านั้น ขณะนี้ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ทั้งนี้จากการรายงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทราบว่า สิ่งที่นำมาปูนั้นไม่ถือเป็นสิ่งปลูกสร้าง และเมืองพัทยาสามารถรื้อถอนออกได้ทันที ซึ่งหากทางบ้านสุขวดีไม่ยอมรื้อออกไป ทางเมืองพัทยาก็จะดำเนินการเอง โดยจะทำเรื่องเสนอต่อผู้บริหารอีกครั้ง

ขณะที่การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพราะได้รับรายงานจากนายตรวจเขตเมืองพัทยา ว่าทางบ้านสุขาวดีมีการทำรั้วประตูเหล็กปิดทางเข้าออกทางถนนสาธารณะ พร้อมกับมีการนำรถบัสโดยสารขนาดใหญ่ มาจอดกีดขวางจนประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาได้สะดวก ซึ่งเบื้องต้นได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง ทำการออกใบ สั่งเปรียบเทียบปรับ และหลังจากนี้เมืองพัทยาก็จะแจ้งความโทษฐานปิดทางสาธารณะซึ่งเป็นทางสัญจรไป

ส่วนอาคารที่มีการก่อสร้างโดยไม่รับอนุญาต ซึ่งเป็นอาคารโครงเหล็ก 1 ชั้นขนาดประมาณ 25× 61 เมตร จำนวน 1 หลัง และป้ายขนาดประมาณ 07.00 × 09.00 เมตร จำนวน 2 ป้าย ที่เมืองพัทยาได้มาปิดป้ายประกาศขนาดใหญ่ ระบุข้อความว่าเป็นที่สาธารณะประโยชน์ โดยผู้ใดบุกรุกหรือครอบครอง ถือเป็นการกระทำความผิดฐานเข้ายึดถือครอบครองที่ดินของรัฐ ตามมาตรา 9 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ต้องระวางโทษตามที่ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ และขอให้ดำเนินการรื้อถอนอาคารที่ปลูกสร้างบนที่สาธารณะแห่งนี้ ก่อนจะทำการปิดหมาย ค.7 หรือหมายคำสั่งรื้อถอนอาคารตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522  กรณีก่อสร้าง ดัดแปลง หรือเคลื่อนย้ายอาคาร กระทำการโดยไม่ได้รับอนุญาต และไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ถูกต้องได้ไปแล้ว โดยมีการนำเชือกมาปิดกั้นห้ามใช้อาคาร จนกว่าจะแก้ไขให้แล้วเสร็จ แต่ปรากฏว่าปัจจุบันมีการรื้อทำลายอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงหมายคำสั่งออกไปจนหมด ซึ่งในส่วนนี้เมืองพัทยาก็จะมีการแจ้งความดำเนินคดีในฐานทำลายทรัพย์สินทางราชการ ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในการหาผู้กระทำความผิดต่อไป

ทั้งนี้ในส่วนของหมายคำสั่ง ที่ให้มีการรื้อถอนอาคารนั้น แม้จะมีการทำลายคำสั่งไปแล้วแต่หากครบระยะเวลาที่กำหนด 45 วัน หลังวันประกาศซึ่งนับจากวันที่ 11 กรกฎาคม 61 ซึ่งพบว่าไม่มีการอุทธรณ์คำสั่ง มีเพียงหนังสือขอผ่อนผัน ซึ่งไม่เข้าข่ายเพื่อให้ชะลอหรือระงับการดำเนินการ จึงถือว่าหากครบกำหนดตามเวลาที่กำหนด และยังไม่มีการรื้อถอนอาคารดังกล่าวออกแต่อย่างใด เมืองพัทยาก็จะเข้ามาดำเนินการตามขั้นตอนทันที ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และเมืองพัทยาจะไม่เลือกปฏิบัติ หากพบว่ามีการกระทำผิด ซึ่งการกระทำผิดนั้นคงจะไม่มีการยกเว้น แม้เจ้าของอาคารจะมีฐานะใดก็ตาม เพราะถือว่าหากกระทำผิดก็ต้องถูกดำเนินการในบรรทัดฐานเดียวกัน ทุกภาคส่วน ไม่มีการละเว้นแต่อย่างใดแต่อย่างใด.