นายกสมาคมนักธุรกิจฯ ยอมรับโรงบำบัดน้ำมีปัญหา ส่งผลทะเลพัทยาพบเชื้อโครีฟอร์มเกินมาตรฐาน

0
227

นายกสมาคมนักธุรกิจฯ ลั่นกรณีโรงบำบัดน้ำมีปัญหา ส่งผลทะเลพัทยาพบเชื้อโครีฟอร์มเกินมาตรฐาน ส่งกระทบการท่องเที่ยวแน่นอน เตรียมจี้เมืองพัทยาหาองค์กรกลางเข้ามาตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมทุกมิติ ทั้งน้ำ อากาศ และมลพิษต่างๆ หวั่นนักท่องเที่ยวขยาดตัวเลขหดหาย

เมื่อ 30 สิงหาคม 60 หลังจากที่คณะกรรมาธิการการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เดินทางมาเยี่ยมเมืองพัทยา เพื่อหวังติดตามปัญหากรณีน้ำเสียล้นลงทะเล จนส่งผลกระทบให้ชายหาดเมืองพัทยามีตะกอนดำเกยฝั่งเป็นจำนวนมาก และมีการเผยแพร่ทางโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมา ส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก ซึ่งภายในที่ประชุมได้มีการรายงานถึงการพบเชื้อโครีฟอร์มเกินค่ามาตรฐาน ตามที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมได้ระบุเกณฑ์ไว้ ต้องไม่เกิน 1,000 MPN ต่อ 100 มิลลิลิตรแต่กลับพบว่าน้ำทะเลในอ่าวพัทยา โดยเฉพาะพัทยาใต้พบค่าเชื้อโครีฟอร์มถึง 1,700 MPN ต่อ 100 มิลลิลิตร ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายต่อมนุษย์

ซึ่งในเรื่องดังกล่าว ถือได้ว่ามีความน่าเป็นห่วงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากทะเลพัทยาเป็นทรัพยากรทางธรรมาติที่สำคัญ อันเป็นจุดขายหลักอย่างหนึ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาพักผ่อน ล่าสุดหลังจากที่มีรายงานพบเชื้อโครีฟอร์มเกินค่ามาตรฐาน นายกสมาคมนักธุรกิจ และการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ก็ได้ออกมายอมรับว่าโรงบำบัดน้ำเสียเมืองพัทยาที่มีอยู่ 2 แห่งยังคงเปิดใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากเครื่องจักรบางจุดยังคงชำรุดอยู่ จึงส่งผลให้ระบบเดินได้ไม่เต็มที่ ทำให้เหตุการณ์ฝนตกหนักเมื่อวันที่ 11-12 กรกฎาคมที่ผ่านมามีน้ำเสียไหลปะปนลงทะเล จนกลายเป็นข่าวดังในโลกโซเชียลดังกล่าว

ด้านนายเอกสิทธิ์ งามพิเชษฐ นายกสมาคมนักธุรกิจ และการท่องเที่ยวเมืองพัทยา เผยว่า ที่ผ่านมาเราได้มีการหารือร่วมกับเมืองพัทยามาโดยตลอด เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาในเรื่องของระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งภาคเอกชนในส่วนของโรงแรมตั้งแต่ระดับ 3 ดาวขึ้นไป ได้มีการติดตั้งระบบบำบัดน้ำเสีย เพื่อช่วยเหลือเมืองพัทยาอีกแรงหนึ่งอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่พบกลับกลายเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ประเภทร้านอาหาร ที่ไม่ได้มีระบบบริหารจัดการน้ำเสีย ส่งผลให้ไขมันจากการปรุงอาหาร หรือเศษอาหารที่ทิ้งแล้วไหลผ่านสะสมอยู่ภายในท่อน้ำทิ้งของเมืองพัทยา นานวันเข้าก็กลายเป็นแหล่งสะสมก้อนไขมันจนทำให้ท่ออุดตัน เมื่อน้ำฝนในปริมาณมากไหลลงท่อก็ทำให้ไม่สามารถไหลระบายไปได้ จนล้นออกจากท่อ และไหลลงสู่ทะเล ทั้งน้ำฝน และน้ำเสีย กลายเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในที่สุด ในเรื่องนี้ภาคเอกชนเองไม่ได้นิ่งนอนใจพยายามหารือกับเมืองพัทยา เสนอให้มีการนำองค์กรกลางเข้ามาตรวจสอบ ดูแล และควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่เป็นทรัพยากรสำคัญของเรา ทั้งคุณภาพน้ำ คุณภาพอากาศ รวมทั้งมลพิษสารพิษต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการฟื้นฟูโดยเร็ว และเกิดการควบคุมอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

สำหรับการใช้ประโยชน์น้ำทะเลในอ่าวพัทยา ตามเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ตรงกับแหล่งน้ำในประเภทที่ 4 คือการใช้ประโยชน์จากน้ำทะเล เพื่อการนันทนาการ ตามคำจำกัดความที่ว่า เป็นแหล่งน้ำทะเล ซึ่งมีประกาศขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำหนดให้เป็นเขต เพื่อการว่ายน้ำ หรือใช้ประโยชน์ เพื่อการนันทนาการทางน้ำ จะต้องมีแบคทีเรียกลุ่มโคลิฟอร์มทั้งหมด ไม่เกิน 1,000 MPN ต่อ 100 มิลลิลิตร ทั้งนี้การตรวจสอบคุณภาพน้ำทางแบคทีเรียจึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากจะเป็นดัชนีที่จะบ่งชี้ถึงความสกปรกของน้ำ เพราะมีแบคทีเรียหลายชนิดที่ก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น ไทฟอยด์ บิด และอหิวาห์ ซึ่งเมื่อเชื้อเหล่านี้ปนเปื้อนในแหล่งน้ำก็จะกระจายแพร่ไป โดยมีน้ำเป็นสื่อ และจะมีผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนที่ใช้ ถ้าหากเมืองพัทยามีระบบการบริหารจัดการคุณภาพน้ำที่ดี ก็เชื่อได้ว่าจะเป็นที่ไว้วางใจของนักท่องเที่ยว และในอนาคตก็จะได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมระดับโลกต่อไปอย่างแน่นอน.