ตำรวจพัทยานัด 4 แกนนำ นปช.พบอัยการ หลังส่งฟ้องคดีปิดล้อมและล้มการประชุมอาเซียนซัมมิท

0
281

เมื่อ 13.00 น. วันที่ 23 สิงหาคม 60 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายอดิศร เพียงเกษ นายแพทย์ เหวง โตจิราการ และนายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เดินทางเข้าพบอัยการจังหวัดพัทยา เพื่อรายงานตัว หลังพนักงานสอบสวน สภ.เมืองพัทยา นำส่งสำนวนคดีสั่งฟ้องกรณีพากลุ่มมวลชน ยกขบวนไปปิดล้อมและล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอา เซียน หรือ “อาเซียนซัมมิท” ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อเดือนเมษายน 2552 ที่ผ่านมา เพื่อส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาให้พนักงานอัยการ โดยมี นางธิดา ถาวรเศรษฐ พร้อมแกนนำ นปช. ทนายความ และกลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาให้กำลังใจ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวว่าสำหรับการเดินทางมาที่อัยการจังหวัดพัทยา ในวันนี้ เนื่องจากพนักงานสอบสวนนัดผู้ถูกกล่าวหาทุกคนมาพบ เพื่อนำตัวส่งเจ้าพนักงานอัยการ ซึ่งการดำเนินการถือว่าครบถ้วนตามกระบวนการ โดยพนักงานอัยการได้รับสำนวนและกำหนดนัดหมายผู้ถูกกล่าวหามาพบอีกครั้งในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 เพื่อรับฟังความเห็นของอัยการว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่ แต่ในระหว่างรอความเห็นจากอัยการ ทางกลุ่มก็จะทำหนังสือยื่นขอความเป็นธรรมตลอดจนแสดงข้อมูลหลักฐานข้อเท็จ จริงต่างๆ เพื่อต่อสู้คดีในชั้นอัยการไปเลย

ทั้งนี้ทางกลุ่มได้เคลื่อนไหวและต่อสู้ทางการเมืองโดยยึดหลักสันติวิธีมาโดยตลอด ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่าที่กระทำไปจึงอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบ ทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง ซึ่งมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาในปี 2552 เป็นสิ่งที่เป็นไปภายใต้กรอบของกฎหมาย ดังนั้นจึงไม่มีข้อกังวลใดๆในการต่อสู้คดี ส่วนการรวบรวมข้อมูลนั้น ด้วยเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านมานานหลายปี และที่สำคัญที่สุดก็คือมีกรณีที่เจ้า หน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโทนายหนึ่ง ซึ่งเป็นพยายานปากสำคัญปากหนึ่งในชั้นศาลในคดีที่นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และคณะได้เป็นจำเลยในกรณีเดียวกัน รับสารภาพต่อศาลว่าเป็นพยายนเท็จและถูกจำคุก ซึ่งกรณีดังกล่าวถือว่าเป็นข้อเท็จจริงสำคัญ ซึ่งทีมทนายความจะได้นำเอาสำนวนการพิจารณาคดีของศาลมาตรวจสอบว่าคำให้การขอพยายนเท็จรายดังกล่าวไปพาดพิงถึงจำเลยคนใดบ้าง ส่วนไหนบ้างที่ทำให้เกิดความเสียหายในการต่อสู้คดีของฝ่ายจำเลย โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลตรงนี้ด้วย

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่ออีกว่า ขณะเดียวกันทางกลุ่มก็กำลังรอดูว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีมาตรฐานในการปฏิบัติอย่างไรต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนายนี้ ซึ่งขึ้นเป็นพยานเท็จในศาลเพราะจากวันที่ศาลตัดสินจนมาถึงวันนี้ก็ยังไม่เห็นมาตรการอะไรออกมา ซึ่งหลังจากนี้ถ้าหากยังไม่พบมาตรการใดๆก็จะมีการทวงถามเช่นเดียวกัน ส่วนเรื่องของการท้วงติงเรื่องของพื้นที่การดำเนินคดีนั้น ในชั้นนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าอยู่ในขอบเขตอำนาจ อย่างไรก็ตามข้อท้วงติงนี้ จะเป็นข้อต่อสู้หนึ่งทั้งในชั้นอัยการและหากมีความเห็นสั่งฟ้องก็จะเป็นข้อต่อสู้ในชั้นศาลอย่างแน่นอน

ขณะที่นายอดิศร เพียงเกษ อดีต สส.ขอนแก่น กล่าว่า สำหรับการดำเนินคดีดังกล่าวตัวเองไม่รู้ตัวมาก่อนทราบเพียงแต่ว่าพนักงานอัยการเคยมีคำสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว ดูเหมือนว่าการดำเนินคดีในครั้งนี้เหมือนจะเร่งรัดในสิ่งที่มีคดีทุกเรื่องของฝ่ายเสื้อแดง ทั้งที่ตัวเองกับหลายคนในครั้งนั้นไม่ได้เดินทางมายังเมืองพัทยาเลย จึงไม่ทราบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ใช้ประมวลกฎหมานเล่มเดียวกับที่เรียนมาหรือไม่ ซึ่งหากทราบภายหลังว่ามีการตั้งข้อหากลั่นแกล้ง ก็มีความจำเป็นที่จะมีการฟ้องกลับตามกระบวนการพิจาร ณาของกฏหมายไทยต่อไป โดยจะไม่ยอมให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้นกับประชาชน ทั้งนี้ยืนยันว่าการเคลื่อน ไหวของกลุ่มนั้นเป็นไปด้วยความสุจริต และการกระทำที่ห่างกันเกือบ 400 กิโลเมตรนั้นจะเป็นผู้สนับสนุนหรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าความบริสุทธิ์ ยุติธรรมต้องเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคต นั่นคือการดำเนินการฟ้องกลับแจ้งกลับทันนี้นับแต่วันนี้ไป

พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา กล่าวว่าหลังจากมีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้อง หาแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ดำเนินการรวบรวมหลักฐานสรุปสำนวนการสอบสวนมีความเห็นสั่งฟ้องและนัดผู้ต้องหามาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมผู้ต้องหาให้อัยการจังหวัด โดยวันนี้มีผู้ต้องหามาเพียง 4 คน จาก 7 คน  ขาดในส่วนของ นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ป่วยและได้ให้ใบรับรองแพทย์มาแล้ว ซึ่งจะมีการแยกสำนวนการสอบสวนออกไปอีกสำนวนหนึ่งส่งภายหลัง

ในส่วนของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นั้นมีหมายขังแนบมาด้วย รวมถึงนายจักรภพ เพ็ญแขร์ ที่ขณะนี้อยุ่ในการหลบหนี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งในวันนี้ถือว่าเป็นการดำเนินการส่งสำนวนและตัวผู้ต้องหาให้อัยการพิจารณาในชั้นอัยการต่อไป เบื้องต้นถือว่าเสร็จสิ้นในกระบวนการ ยก เว้นว่าอัยการสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมหรือไม่เท่านั้น ส่วนอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่นั้นคงพิจารณาจากสำนวนที่พนักงานสอบสวนยื่นให้ โดยอัยการนัดผู้ต้องหาอีกครั้งในวันที่ 12 ธันวาคม 2560  ทั้งนี้ไม่หนักใจหากทางกลุ่มจะมีการฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานตามความเป็นจริง จึงไม่หนักใจต่อการดำเนินการ.