ตำรวจชี้ปัญหาอูเบอร์ผิดกฎหมายต้องทำตามขั้นตอน ส่วนแท็กซี่ปิดล้อมคู่กรณีเข้าข่ายความผิดอาญา

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า มีกลุ่มผู้ประกอบการรถสหกรณ์แท็กซี่ บ.โลมาพัทยา จำกัด กว่า 20 คันขับรถไล่ล่าหญิงไทย ซึ่งขับรถยนต์ส่วนบุคคลในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี ด้วยเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ประกอบ การในสังกัด “อูเบอร์” หลังไปรับผู้โดยสารชาวต่างชาติ จากบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มารีน่า ถ.พัทยาสายสอง ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี แต่สุดท้ายพบว่าเป็นเพียงการเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้ว หญิงคนดังกล่าว เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ที่ไปรับนักท่องเที่ยวชาวจีนไปดูห้องชุดในเขตเมืองพัทยา กระทั่งมีการเจรจายอมความ ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า เรื่องนี้ถือเป็นความเข้าใจผิดและมีการเจรจาทำความเข้าใจกันไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การกระทำดังกล่าวของกลุ่มผู้ประ กอบการแท็กซี่ ถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และหากผู้เสียหายแจ้งความดำเนินคดี ก็จะถือว่าเข้าข่ายความผิดทางอาญา กรณี กักขังหน่วงเหนี่ยวอิสรภาพได้  จึงอยากวอนให้ผู้ประกอบการตั้งสติ และหากพบเห็นการกระทำดังกล่าวก็ให้ประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย  แทนที่จะลงมือกระทำเอง

สำหรับปัญหารถ “อูเบอร์” นั้น ถือว่าเป็นการประกอบการที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 ฐานใช้รถยนต์ผิดประเภทตามที่จดทะเบียนไว้  นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานไม่ใช้มาตรวัดค่าโดยสาร ตามที่ราชการกำหนด ผู้ขับรถไม่มี่ใบขับขี่สาธารณะ และไม่เข้าสู่ระบบทะเบียนของศูนย์ประวัติผู้ขับรถสาธารณะ ซึ่งกรณีนี้ได้รับการประสานงานกรมขนส่งทางบก ให้ดำเนินการกวดขันจับกุมอย่างจริงจัง ซึ่งในส่วนของพื้นที่เมืองพัทยา   ก็ได้มอบหมายให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร กวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราเปรียบเทียบปรับสูงสุด 2,000 บาท  จึงอยากให้ประชาชนให้ความร่วมมือในการเลือกใช้บริการรถแท็กซี่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย .

ทางด้าน  นายอรรถการ ธีระวิทย์ อายุ 58 ปี ผู้ประกอบการรถสหกรณ์แท็กซี่โลมาพัทยา กล่าวว่าสำหรับปัญหาเรื่องนี้ ถือว่าส่งผลกระทบต่อการทำกินของผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก เนื่องจากกลุ่มรถ “อูเบอร์” เหล่านี้ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการลงทุนแต่อย่างใด ขณะที่ผู้ประกอบการรายหนึ่งต้องแบกรับค่าใช้ จ่ายถึงกว่า 900,000 แสนบาทต่อคน ทั้งการผ่อนดาวน์รถ ค่าเช่ารายวัน รายเดือน และภาษี ขณะที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการจำนวนมากกว่า 600 คัน ซึ่งก็ต้องแข่งขันกันอยู่แล้ว แต่พอมีกลุ่มคนกลุ่มนี้เข้ามาให้บริการแข่งขัน ก็ทำให้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก โดยกลุ่มอูเบอร์นี้จะให้บริการที่แตกต่างจากรถสหกรณ์ที่ถูกต้องคือสามารถไปรับผู้โดยสารถึงจุดนัดหมาย ไม่ต้องมีจุดจอดรับส่งเหมือนผู้ประกอบการที่จดทะเบียนถูกต้อง ที่สำคัญ หลังผู้ขับขี่รถอูเบอร์ถูกจับกุม ก็สามารถนำใบเสร็จการเปรียบเทียบปรับ ส่งไปเคลมกับทางต้นสังกัดก็จะได้รับเงินคืน 2 เท่าจากเงินที่สูญเสียไป ทำให้กลุ่มผู้ขับขี่รถอูเบอร์ ไม่ได้เกรงกลัวการดำเนินคดีตามกฎหมายมากนัก

พล.ต.ต.พินิจ มณีรัตน์ โฆษกเมืองพัทยา กล่าวว่ากรณีที่เกิดขึ้นคงไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของเมืองพัทยาแต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องระหว่างกลุ่มบุคคล สำหรับเมืองพัทยาแล้วที่ผ่านมา ก็ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง กรมการขนส่งทางบก เจ้าหน้าที่ตำรวจ ฝ่ายปกครอง และทหาร ในการจัดระเบียบรถโดยสารสาธารณะมาอย่างต่อเนื่อง แต่จากนี้คงจะมีการเน้นด้านประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับสังคมในการเลือกใช้บริการรถโดยสารที่ถูกต้องตามกฎหมายด้วย.