คนงานชุ่ย!! รื้อถอนอาคารโรงแรมดังย่านพัทยาใต้ มีเศษอิฐ เศษปูน จำนวนมากหล่นใส่ทรัพย์สินชาวบ้าน

0
243
ผนังคอนกรีตอาคารชั้นบนที่รื้อถอนถล่มลงมา โดยมี เศษอิฐ เศษปูน จำนวนมากหล่นใส่ทรัพย์สินชาวบ้านเสียหาย
ผนังคอนกรีตอาคารชั้นบนที่รื้อถอนถล่มลงมา โดยมี เศษอิฐ เศษปูน จำนวนมากหล่นใส่ทรัพย์สินชาวบ้านเสียหาย

ตามที่เมืองพัทยาได้ว่าจ้างบริษัทผู้รับเหมา เข้าทำการรื้อถอนอาคารสถานประกอบการโรงแรมขนาดใหญ่ “บูติค โฮเต็ล” ภายในซอยวีซีพัทยาใต้ ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ที่มีการต่อเติมโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่เสนอข่าวอย่างต่อเนื่องนั้น

ล่าสุดเมื่อ  2 กันยายน 60 ประชาชนภายในซอยดังกล่าวร้องเรียนมายังผู้สื่อข่าวว่า ได้เกิดเหตุผนังอาคารส่วนบนสูงประมาณ 7-8 ชั้น ที่มีคนงานเข้ามาทำการรื้อถอนอาคารดังกล่าว  ผนังอาคารที่ถูกทุบทำลายกลับมีพื้นผนังอาคารบางส่วน และเศษอิฐและเศษปูนจำนวนมากร่วงหล่นลงมาด้านล่าง  ไปโดนรั้วสังกะสี และหลังคาบริษัทนำเที่ยวที่อยู่ใกล้เคียงกัน รวมทั้งรถจักรยานยนต์  ยี่ห้อฮอนด้า สีแดง-ดำ ทะเบียน 1 กก-1335 จังหวัดสุรินทร์ ได้รับความเสียหาย  และยังหล่นไปกลางถนนสาธารณะที่อยู่ติดกับแนวอาคาร ซึ่งโชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุดังกล่าว

น.ส.พัชราพร แขมคำ อายุ 23 ปี ซึ่งเป็นนักศึกษา ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวยืนรอให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขณะนอนหลับอยู่ในหอพัก ก็ได้ยินเสียงดังจากนอกบ้านซึ่งอยู่ตรงข้ามอาคารดังกล่าว เมื่อลงมาตรวจดูก็พบว่าหลังคาร้าน และที่กลางถนนมีเศษผนังปูนซีเมนต์ เศษอิฐ เศษหิน จำนวนมากตกอยู่กลางถนน ขณะที่รถที่จอดไว้ฝั่งตรงข้ามที่พักก็ถูกหินหล่นทับได้รับความเสียหาย ซึ่งต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.พัทยา และเจ้าหน้าที่จากเมืองพัทยา ได้รุดมาตรวจสอบ และให้เจรจาตกลงค่าเสียหายกับตัวแทนของบริษัทผู้รับเหมาที่เข้ามาดำเนินการรื้อถอน   อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเพื่อความปลอดภัย ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการปิดกั้นถนนภายในซอยดังกล่าว ช่วงบริเวณของแนวอาคาร ระยะทางประมาณ 50 เมตร เพราะเกรงว่าประชาชนที่สัญจรผ่านไปมาอาจเกิดอันตราย

พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผู้กำกับการ สภ.พัทยา เปิดเผยว่า กรณีนี้ถือเป็นความประมาทแต่โชคดีที่ไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ แต่เมื่อมีทรัพย์สินเสียหาย และเหตุเกิดบนถนนสาธารณะก็คงต้องดำเนิน การตามขั้นตอน ซึ่งกรณีนี้ผิดตามประมวลกฎหมายอาญาใน มาตรา 389 ซึ่งเป็น “ลหุโทษ” ที่กระทำการประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย หรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ที่จะมีโทษจำคุก 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท โดยจะได้เรียกตัวผู้รับผิดชอบมาแจ้งเพื่อดำเนินคดีต่อไป ขณะที่กรณีของผู้เสียหายหากตกลงกันได้ก็คงเป็นเรื่องที่สามารถไกล่เกลี่ยกันได้ แต่หากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องเข้าสู่ขบวนการทางกฎหมายต่อไป.