เอ็มพาวเวอร์ ช่วยกลุ่ม Sex Worker ล่า 10,000 รายชื่อ ถอดถอน พ.ร.บ.ปราบปรามการค้าประเวณี

นางทันตา เลาวิลาวัณยกุล ผู้ประสานงานมูลนิธิ Empower เปิดเผยกับ Pattaya Mail ว่า พวกตนเป็นกลุ่มพนักงานบริการ หรือ Sex Worker ไม่ได้เรียกตัวเองว่า “โสเภณี” เพราะเป็นคนทำงานที่ส่วนมากอยู่ในสถานบริการ เสมือนเป็นลูกจ้างอยู่แล้ว จึงคิดว่าคำต่างๆที่สังคมใช้เรียกพวกตน ต่อให้มีความสวยงามแค่ไหน ก็มีความดูถูกเหยียดหยามอยู่ในนั้น โดยมีการรวมกันของกลุ่มพนักงานบริการ จนกระทั่งตั้งมาเป็นมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ (Empower) ตั้งแต่ปี 2528 โดยมีสำนักงานที่ จ.เชียงใหม่ และสิ่งที่ต่อสู้กันมาโดยตลอดก็คือ ความต้องการทำงานโดยที่ไม่ถูกจับกุม หรือเป็นการผิดกฎหมาย ทั้งที่ทำงานในสถานบริการที่ถูฏกฎหมายแต่กลับกลายเป็นคนที่ทำผิดกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ.ปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503  ซึ่งเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ตัวนี้  ถือว่าดีมากในการช่วยเหลือพัฒนาสตรีที่อยู่ในอาชีพนี้ แต่การบังคับใช้กฎหมาย กลับไม่เคยทำแบบนั้นเลย มีแต่การล่อซื้อ จับกุม ปรับ หรือบุกทลาย แบบที่เห็นกันมา สรุปคือเอาผิดกับคนที่ทำงานอย่างเดียว ไม่ได้มีการช่วยเหลือหรือพัฒนาใดๆทั้งสิ้น จุดสำคัญของ พ.ร.บ.นี้ เป็นช่องว่างที่ใหญ่มาก ซึ่งทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นในสังคม ซึ่งก็นำมาซึ่งปัญหาอื่นๆอีกมากมาย อาทิ สถานบริการนั้นๆเมื่อมีการจ่ายส่วยแล้ว ก็นำผู้หญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาทำงานบริการ หรือตั้งกฎเกณฑ์หาเรื่องหักเงิน เช่น นำหนักเกิน 1 กก.หัก 500 บาท มาทำงานสายหักเงินเป็นนาทีละ 5 บาท หรือหากไม่มาทำงานหักวันละ 300 บาท ทั้งที่พนักงานบริการเหล่านี้ไม่ได้รับเงินเดือนประจำจากร้าน โดยนำเงินเหล่านี้ไปจ่ายส่วย เป็นต้น ซึ่งถือเป็นผลกระทบอย่างมาก เป็นกฎเกณฑ์ที่เอารัดเอาเปรียบเหล่านั้นี้ค่อนข้างมาก ตั้งกฎแบบตามใจฉันโดย โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงกฎหมายแรงงานใดๆทั้งสิ้น ซึ่งกฎหมายแรงงานก็ไม่เคยเข้ามาดูแลคนเหล่านี้ เพราะอ้างว่าเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย จึงไม่อยู่ในสถานะลูกจ้างตามกฎหมาย

นางทันตา เลาวิลาวัณยกุล ผู้ประสานงานมูลนิธิ Empower

 “เราจึงคิดว่าหาก พ.ร.บ.นี้ไม่มี  อันดับแรกคือพนักงานบริการเหล่านี้ จะอยู่ภายใต้กฎหมายแรงงานทันที จะเป็นการลดการเอารัดเอาเปรียบลงจากเจ้าของสถานบริการต่างๆ อักทางหนึ่งเราไม่ได้เห็นด้วยกับการที่จะมีหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้ามาทำงานในสถานบริการ ซึ่งพนักงานบริการ 80% เราเป็นแม่และเกือบ 100% เราเป็นคนที่ดูแลครอบครัว และเชื่อว่าคนอายุต่ำกว่า 18 ปี ยังมีไม่วุฒิภาวะจะดูแลและปกป้องตนเองได้  ทั้งนี้คิดว่าหากเป็นไปได้กฎหมายฉบับนี้ต้องไม่มีอยู่ เพราะในเมืองไทยเองมีกฎหมายมากมาย ที่สามารถเข้ามควบคุมดูแลปกป้องและคุ้มครองได้ ทั้งกฎหมายแรงงาน พ.ร.บ.ปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ร.บ.สถานบริการฯ หรือ พ.ร.บ.คบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฯ เป็นต้น เพราะเมืองไทยมีกฎหมายเยอะมากแต่ไม่ถูกนำมาใช้เนื่องการการถูกระบุว่า Sex Worker เป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย นี่คือสาเหตุที่ลุกขึ้นมาเพื่อล่ารายชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อยกเลิก พ.ร.บ.ปราบปรามการค้าประเวณีฯ ที่จะต้องยื่นให้กับกฤษฎีกาและทางรัฐบาล”


นางทันตา ยังกล่าวอีกว่า อาชีพเหล่านี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล และในประเทศไทยก็เคยมีทั้งแบบถูกและผิดกฎหมาย สมัยโคมเขียวเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ก็มีการลงทะเบียนและทำอย่างถูกกฎหมายด้วย ขณะนี้ที่ล่ารายชื่อขึ้นมา เพื่อยกเลิก พ.ร.บ.ดังกล่าว เพราะในปัจจุบันมีผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารมากขึ้น ซึ่งเข้าใจในอาชีพบริการของกลุ่มนี้ และมาร่วมลงชื่อเห็นด้วยแล้วกว่า 1,000 รายชื่อ เพราะเห็นว่าอาชีพนี้อย่างน้อยก็ผิดศีลธรรม แต่ก็ไม่ควรถึงขั้นผิดกฎหมาย เป็นเป็นคดีอาญา หากผู้หญิงเหล่านี้ถูกจับปรับแค่ 1,000 บาท แต่ต้องเดือดร้อนที่จะต้องมีประวัติทางอาญา เพราะคนที่เข้ามาในอาชีพนี้ เข้ามาในระยะเวลาหนึ่งของชีวิตเท่านั้น แต่การที่จะเดินออกจากจุดนี้เป็นเรื่องยาก ถ้าหากว่ามีประวัติทางคดีอาญา การจะไปสมัครงาน หรือเริ่มต้นชีวิตใหม่เป็นเรื่องยาก เพราะฉะนั้นความผิดแบบนี้ควรหนักหนาขนาดนั้นไหม เพราะเขาก็ต้องดูแลครอบครัวเนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงไวรัสโควิด-19 ระบาด กลุ่มนี้เป็นกลุ่มแรกที่เดือดร้อนจากการปิดสถานบริการ เป็นกลุ่มแรกที่ตกงาน และได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะกลุ่มที่ทำงานบริการให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งขณะนี้หลายร้านก็ยังไม่เปิด เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาไม่ได้ ส่วนร้านที่มีลูกค้าคนไทยก็ยังพอจะอยู่ได้บ้าง

สำหรับตัวเลขกลุ่มพนักงานบริการ (Sex Worker) ที่ทางมูลนิธิฯ นั้น ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการ เพราะอาชีพนี้มาไวไปไว ไม่ได้เป็นแรงงานถูกกฎหมายจึงไม่ได้ระบุชัดเจน  แต่ถ้าตัวเลขจากรัฐบาลบอกมาคร่าวๆ อยู่ที่ประมาณ 300,000 คน ส่วนพนักงานเหล่านี้ในต่างประเทศ ก็มีทั้งถูกและผิดกฎหมาย เช่น ในเยอรมัน อัมสเตอร์ดัม หรือสิงคโปร์ ที่มีการจดทะเบียนกลุ่มคนเหล่านี้ ส่วนคำถามที่ว่ามีเมืองไทยมีสิทธิ์เป็นแบบนี้ไหมหลังจากการยื่นรายชื่อ ต้องตอบว่าไม่ เพราะรัฐจะมองว่าเป็นการขายหน้าประเทศ เพราะปัจจุบันประเทศไทยถูกตราหน้าว่าเป็นโสเภณีโลก ทั้งที่มีระบุเพียง 300,000 คน ขณะที่เยอรมันมีกว่า 700,000 คน แต่กลับไม่ถูกตราหน้า ก็น่าคิดว่าเป็นเพราะอะไร

 “ขณะนี้รวบรวมรายชื่อได้ประมาณ 1,000 กว่ารายชื่อแล้ว โดยอยู่ในช่วงที่เริ่มรวบรวมเมื่อ 19 กันยายน ที่ผ่านมา ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ มีคนที่เข้าใจในกลุ่มเรา มาร่วมลงชื่อทั้งที่ฝนตกกระหน่ำลงมา โดยมายืนเข้าคิวยาวเหยียดเพื่อลงชื่อ ซึ่งถือเป็นปรากฎการณ์ของประเทศไทย ทำให้เห็นว่าคนในสังคมมองเห็นภาพ เข้าใจข้อมูลลึกซึ้ง หรือทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นขนาดไหน ส่วนการล่ารายชื่อน่าจะครบภายในต้นปี 2564 และพร้อมจะยื่นต่อส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป”   ผู้ประสานงานมูลนิธิ Empower กล่าว.