ยัน! พัทยาไร้มาเฟียจีนแค่เหตุทะเลาะวิวาท เจ้าหน้าที่เผย คุมเข้มเมืองท่องเที่ยวคุณภาพ

0
78

จากภาพรวมของการท่องเที่ยวเมืองพัทยา ชลบุรีที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักท่องเที่ยวทะลักเข้ามาท่องเที่ยวมากกว่า 16 ล้านคน โดยพัทยาเป็นเมืองหลัก ที่รัฐบาลวาดแผนให้เป็นศูนย์กลางหรือ HUB ของ EEC หรือโครงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจระเบียงภาคตะวันออก เพื่อส่งเสริมการลงทุน ท่องเที่ยว และเศรษฐกิจ จนมีการผุดเมกะโปรเจคที่กำลังทยอยตามมามากมาย

มีรายว่าภาพรวมการท่องเที่ยวชลบุรีนั้นคาดว่าจะเติบโตขึ้น 5-10 % จากปี 2560 มีนักท่องเที่ยวประ มาณ 16 ล้านคนสร้างรายได้กว่า 1.98 แสนล้านบาท โดยในส่วนของพัทยาจะมีเข้ามามากกว่า 13 ล้านคนสร้างรายได้ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท ทั้งนี้สำหรับพัทยาถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของ EEC โดยกว่า 40 % เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทย ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เข้ามาสูงเป็นอันดับแรกคือ จีน ที่ประมาณ 3 ล้านคน รองลงมาเป็นรัสเซีย 8 แสนคน เกาหลี 6 แสนคน อินเดีย 4 แสนคน ตามด้วยเยอรมันและอังกฤษ

          การหลั่งไหลเข้าสู่เมืองพัทยาของนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่จะมาเป็นลักษณะของกลุ่มทัวร์เป็นหลัก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีน รองลงเป็นเป็นนักท่องเที่ยวแบบ FIT ที่มากันแบบท่องเที่ยวเดี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความสนใจเพราะเมืองท่องเที่ยวมีศักยภาพความพร้อมทุกด้าน ทั้งการเดินทาง สถานที่พักผ่อน สถานที่ท่องเที่ยวที่หลากหลาย และสันทนาการที่มากมาย

โดยเมื่อวันก่อน ได้มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวน 2 กลุ่ม ก่อเหตุทะเลาะวิวาทกันถึงเลือดตกยางออก สื่อส่วนใหญ่ประโคมข่าวกันใหญ่โตว่าเป็นกลุ่ม “มาเฟีย” ชาวจีนที่เข้ามากบดาน แผงตัว ก่อความเดือดร้อนรำคาญ และสร้างความเสียหายต่อเมืองพัทยาเป็นอย่างมาก

         กรณีดังกล่าวจากการตรวจสอบข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ของรัฐพบว่าไม่มี “มาเฟีย” ในพื้นที่เมืองพัทยาอย่างที่หลายคนเข้าใจ โดย พ.ต.อ.อภิชัย กรอบเพชร ผกก.สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่านักท่องเที่ยวเกือบ 100 % ส่วนใหญ่จะมาในฐานะนักท่องเที่ยว ทั้งในสภาพมาแบบกรุ๊ปทัวร์และ FIT เพื่อมาพักผ่อน โดยจะมีทั้งมาที่เมืองพัทยาโดยตรงหรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวรองที่เดินทางต่อมาจาก กทม. ส่วนกรณีเหตุทะเลาะวิวาทกันนั้นเป็นเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวธรรมดา ที่มีสัญชาติเดียวกัน แต่เกิดไปมีปัญหาเขม่นกันในร้านอาหารแห่งหนึ่ง ย่านนาเกลือเท่านั้น จึงก่อเหตุทะเลาะวิวาท ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้นำตัวมาดำเนินคดีพร้อมทำการเปรียบเทียบปรับไปแล้วก่อนจะปล่อยตัวไป

แต่ปรากฏว่านักท่องเที่ยวทั้ง 2 กลุ่ม กลับไปนัดกันเพื่อเจรจาตกลงกันอีกครั้ง จนมีเหตุทะเลาะวิวาทรุนแรง และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ซึ่งได้นำตัวส่ง รพ.พัทยาเมโมเรียล  ขณะที่อีก 2 ราย ถูกนำตัวส่งดำเนินการที่ฝากขังที่ศาลจังหวัดพัทยา ในข้อหาทะเลาะวิวาท  และทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนจะนำฝากขังที่เรือนจำพิเศษพัทยา เนื่องจากศาลไม่ให้ประกันตัว และได้มีการประสานไปยังสำนักงาน ตม.ชลบุรีแล้ว หากพบว่ามีการประกันตัว ก็จะไปดำเนินการอายัดมาควบคุม ไว้จนกว่าศาลจะตักสินความผิด ซึ่งหากมีโทษจำคุกก็ต้องถูกดำเนินคดีในประเทศจนแล้วเสร็จ จากนั้นก็จะส่งตัวกลับและทำ “แบล็คลิสต์” เพื่อห้ามเข้าในราชอาณาจักรอีกต่อไป

พ.ต.อ.อภิชัย กล่าวต่อไปว่านักท่องเที่ยวจีน ในพื้นที่เมืองพัทยาส่วนใหญ่ ไม่ได้ประกอบธุรกิจอะไร และถือว่าวีซ่านักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ จะมีบ้างที่ทำธุรกิจร้านอาหารแต่เพียงเล็กน้อย เพราะส่วนมากจะดำเนิน ธุรกิจในพื้นที่ กทม .แต่เมื่อมีแผนการพัฒนาเมืองพัทยาเป็นศูนย์กลาง EEC ก็อาจจะมีแผนที่จะเข้ามาหาทำเลในการทำธุรกิจอยู่บ้าง แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็มีการกวดขันอย่างเข้มงวด โดยบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งตำรวจท่อง เที่ยว ตม.ชลบุรี และฝ่ายปกครอง จึงยืนยันว่าไม่เฉพาะคนจีนเท่านั้น แม้จะเป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มชาติใด ก็ไม่มีการตั้งกลุ่มก๊วนเป็นแก๊งมาเฟียในพื้นที่เมืองพัทยาแน่นอน

ขณะที่ พ.ต.ท.ปิยะพงษ์ เอกสาร สารวัตรตำรวจท่องเที่ยวพัทยา เปิดเผยว่า ร่วมกับศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติภูธร จว.ชลบุรี ทำการตรวจสอบ และเข้างวดกับกลุ่มแก๊งค์มิจฉาชีพชาวต่างประเทศอยู่เป็นประจำ จึงทำให้ไม่มีขบวนการที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยในพื้นที่แน่นอน ซึ่งแม้ว่าในส่วนนักท่องเที่ยวจีนเองจะมีการเดินทางเข้ามาที่เมืองพัทยาเป็นจำนวนมาก ก็มีการตรวจสอบในเรื่องของบริษัทนำเที่ยว มัคคุเทศก์ หรือแหล่งพักอาศัยโดยอาศัยความร่วมมือกับ สำนักงาน ตม.ชลบุรี อยู่เป็นประจำยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการทะเลาะวิวาท ของกลุ่มนักท่องเที่ยวบางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มแก๊งมาเฟียตามที่เป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความห่วงใยจาก พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.สตม.ที่สั่งให้เพิ่มความเข้มงวดและมีการดูแลอย่างพิเศษและเคร่งครัดมาโดยตลอด

           ส่วน พ.ต.ท.ธวัชชย หนองบัว รอง ผกก.ตม.ชลบุรี ระบุว่าปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพัทยาที่เข้ามาในหลายรูปแบบ และจากหลายประเทศรวมจำนวนนับ 10 ล้านคนต่อปี ทั้งที่ขอวีซ่าแบบท่องเที่ยว วีซ่าแบบ Visa on Arrival  แต่ก็มีการตรวจสอบประวัติ และการประสานกับผู้ประกอบการ ในการแจ้งเรื่องของรายชื่อ ที่พัก รวมทั้งขอความร่วมมือในการดูแล และการให้บริการที่เป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ขณะที่นักธุรกิจชาวจีน ที่จะเข้ามาประกอบธุรกิจในพื้นที่เมืองพัทยานั้น ก็มีจำนวนมากไม่มาก ส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของกลุ่มธุรกิจทัวร์ ซึ่งอาจจะมีปัญหาในเรื่องของการแบ่งเค้ก หรือแย่งพื้นที่ท่องเที่ยวบางแห่งในเรื่องของผลประโยชน์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ได้ประสานผู้ประกอบการในการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้อง และการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด จากเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกด้วย.