ซ้อนแผนจับสาวหนีโควิด-19 จากพัทยา ตั้งแก๊งเปิดกลุ่มไลน์ค้ากามในนครพนม

0
600

นายอำเภอเมืองนครพนม นำ จนท.ปกครองซ้อนแผนล่อซื้อ จับกุมสาว 23 ปี ชาวชลบุรี ลอบค้ากาม อ้างตกงานเพราะโควิด-19ระบาด เลยหนีจากพัทยา มาตั้งแก๊งค้ากามผ่านโซเชียล หาเงินเลี้ยงตัวชดเชยรายได้ที่หายไป

เมื่อ 16 เมษายน 64 นายสมรักษ์ ยกน้อยวงษ์ นายอำเภอเมืองนครพนม พร้อมด้วย นายจักรพล เที่ยงภักดิ์ ปลัดอำเภอกลุ่มงานความมั่นคง พร้อมกำลังอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) จำนวน 7 นาย ร่วมกันวางแผนนำกำลัง ลงพื้นที่ตรวจสอบ ติดตามจับกุม แก๊งสาวค้าประเวณีขายบริการทางเพศ โดยติดต่อผ่านทางช่องทางโซเชียลไลน์ และทวิตเวอร์ หาลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มหญิงขายบริการ ที่เดินทางมาจากต่างถิ่น พื้นที่ จ.พัทยา จ.ชลบุรี เพื่อมาปักหลักตั้งกลุ่มขายบริการ ในพื้นที่ ภาคอีสาน รวมถึง จ.นครพนม เพื่อหารายได้ชดเชยช่วงโควิด หลังมีการสืบทราบ จึงวางแผนให้เจ้าหน้าที่ ปลอมตัวเป็นลูกค้า ติดต่อซื้อบริการทางไลน์กลุ่ม ในราคา1,500 – 2,000 บาทต่อครั้ง สถานที่แล้วแต่จะตกลง


จนกระทั่ง สาวขายบริการทางเพศรายหนึ่ง หลงเชื่อมารับงาน จึงซ้อนแผนจับกุมคาห้องพัก พร้อมเงินสดของกลางค่าบริการ ควบคุมตัวมาสอบสวน ทราบชื่อนางสาวเอ๋ (นามสมมุติ) อายุ 23 ปี ปี ชาว ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เบื้องต้นแจ้งข้อหาลอบค้าประเวณี และจะมีการสอบสวน เกี่ยวกับพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด และมีการกักตัว ตามมาตรการป้องกันโรคโควิด ในช่วงการดำเนินคดี จากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่  ผู้ต้องหารับสารภารภาพว่าปกติมีอาชีพเป็นสาวเสิร์ฟสายเอ็นเตอร์เทน รับงานทั่วไป รวมถึงขายบริการ กับลูกค้าวีไอพีในสถานบริการ ในพื้นที่ จ.พัทยา และ จ.ชลบุรี เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว แต่พักหลังได้รับผลกระทบจากโรคโควิดระบาด ทำให้สถานบันเทิงถูกปิด และไม่มีลูกค้าขาดรายได้ แต่มีภาระ เพราะต้องเลี้ยงดูครอบครัว รวมถึงภาระหนี้สิน ผ่อนค่างวดรถยนต์ เมื่อตกงานรายได้ไม่มี จึงชักชวนเพื่อนในกลุ่ม มาเดินสายปักหลักเช่าที่พัก หางานขายบริการกับลูกค้า ในพื้นที่ จ.นครพนม ได้ประมาณ 1 เดือน โดยใช้วิธีการติดต่อโฆษณา ผ่านสื่อโซเชียล และมีการชักชวนเข้าร่วมกลุ่มวีไอพี เพื่อติดต่อซื้อบริการ ซึ่งมีลูกค้ามาใช้บริการทุกวัน สร้างรายได้วันละหลายพันบาท เจ้าหน้าที่จึงสอบสวนบันทึกเป็นหลักฐาน นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองนครพนม ดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ จะเร่งตรวจสอบขยายผล ติดตามเพื่อนร่วมแก๊ง ซึ่งเชื่อว่ามีไม่ต่ำกว่า 5-10 คนมาดำเนินคดีต่อไป.