สถาบันทางการเงินเตรียมจี้ทนายยื่นฟ้องลูกหนี้ ในการเร่งรัดหนี้สินให้ลูกหนี้ทยอยผ่อน หลังพิษโควิด

เมื่อ 7 สิงหาคม 63  ผู้ประกอบการธุรกิจ ขนาดกลาง และสินเชื่อส่วนบุคคล จำนวนหลายราย ที่ได้ทำการกู้เงินจากบัตรเครดิตจากธนาคารต่างๆ ตามวงเงินที่อนุมัติ ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน หรือหลักล้านบาท ลูกหนี้หลายคนไปทำเรื่องพักชำระหนี้ 6 เดือน ตามที่ภาครัฐได้มีการประกาศช่วยเหลือในเบื้องต้น  แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้ไปทบเรื่องพักชำระหนี้ ทางธนาคารหรือสถาบันทางการเงิน ได้มีการทำหนังสือใบทวงหนี้ให้ทนายยื่นฟ้องลูกหนี้ในการเร่งรัดหนี้สิน เพื่อให้ผ่อนชำระหนี้ และในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา มีลูกหนี้ที่ได้รับหมายศาลเดินทางมาที่ศาลจังหวัดพัทยา กันอย่างต่อเนื่อง เพื่อมาดำเนินการไกล่เกลี่ย


ผู้สื่อข่าว ได้รับการเปิดเผยข้อมูลจากลูกหนี้จำนวนหลายราย เผยว่า จากกรณีกู้เงินสินเชื่อส่วนบุคคลจำนวนหลายบัตรหลายธนาคาร จำนวนรวมทั้งสินล้านกว่าบาท มาตามที่หมายศาลได้ส่งมา เพื่อมาขอไกล่เกลี่ย เผยว่าธุรกิจตนเองที่ทำเกี่ยวกับด้านโฆษณา และอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจนำเที่ยว จำหน่ายตัวเครื่องบิน ได้รับผลกระทบโดยตรงจากพิษโควิด-19 ไม่มีลูกค้ามาลงโฆษณา ต่างชาติไม่มีการลงทุน เนื่องจากมีความเสี่ยง ไม่มีการเดินทางข้ามประเทศ ธุรกิจหยุดชะงัก  เงินที่กู้มาก็หยุดชะงักไปด้วย ไม่สามารถหมุนเงินมาผ่อนชำระได้ เพราะธุรกิจไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ ถึงแม้ว่ามาตรการคลายล๊อก ในเฟสต่างๆได้คลี่คลายลงมาในส่วนหนึ่ง แต่ด้วยความบวบช้ำทางเศรษฐกิจ ก็ยังส่งต่อการท่องเที่ยวการลงทุน การจับจ่ายใช้สอยที่ทุกคนล้วนรัดเข็มขัดมากขึ้น โดยตนเองและเพื่อนที่เป็นหนี้สินเชื่อของบัตรเครธนาคาร ในเบื้องต้นขึ้นตอนแรก ได้ทำการให้ทนายของทางฝ่ายตนเอง ขอไกล่เกลี่ยกับทางทนายของธนาคาร ขอเลื่อนนัดออกไปก่อนอีกประมาณ 2 เดือน ซึ่งตนเองก็ยังขอยืนยันว่าให้ศาลช่วยพิจารณาถึงความเดือดร้อนดังกล่าว เนื่องจากเป็นเหตุสุดวิสัยสถานการณ์เหนือความคาดหมาย ที่มีผลกระทบไปทั่วโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย หากสถานการณ์เริ่มดีขึ้น ตนขอเวลาอีก 1 ปี พักชะหนี้ และขอนำเงินที่หาได้เพียงน้อยนิด มาใช้จ่ายเป็นค่าครองชีพ เลี้ยงดูครอบครัว เพื่อประคับประคองให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปก่อน หากสถานการณ์เริ่มกลับมาปกติ ตนยินดีกลับมาผ่อนชำระอย่างแน่นอน

นางธัญญนิตย์ นิยมการ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน 2 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางเงิน (ศคง.) แบงก์ชาติได้เปิดช่องทาง “ทางด่วนแก้หนี้” ขึ้นเพื่อเป็นช่องทางเสริมสำหรับประชาชนและธุรกิจที่ต้องการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือต้องการความช่วยเหลือให้สามารถแจ้งความต้องการไปที่สถาบันการเงิน ช่วงนี้ ธปท. ติดตามสถานการณ์ผลกระทบทางเศรษฐกิจของวิกฤตโควิดอย่างใกล้ชิด เพราะตระหนักดีว่าประชาชนโดยเฉพาะรายย่อย รวมทั้งธุรกิจ SME จำนวนมากกำลังเดือดร้อนจากรายได้ลดลงจากผลของมาตรการ lockdown ทุกวันนี้แบงก์ชาติจับชีพจรความเดือดร้อนของประชาชนและภาคธุรกิจภายใต้วิกฤติโควิดอย่างใกล้ชิด โดยให้ Call center ของ ศคง. หรือ โทร. 1213 ทั้ง 4 ภาค เป็นกองหน้ารับปัญหา เพื่อประเมินว่า สง. กับลูกหนี้คุยกันได้หรือไม่ มีปัญหาจุดใดบ้างที่ต้องเร่งแก้ไข ซึ่งถ้าเกี่ยวกับ สง. ที่ ธปท. กำกับดูแลโดยตรง การแก้ไขจะง่ายและเร็ว และถึงแม้เรื่องนั้นไม่อยู่ในกำกับ แบงก์ชาติยินดีเป็นตัวกลางประสานงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขต่อไป ตรงนี้ทำให้เห็นว่ากระบวนการในปัจจุบันยังมีช่องว่าง (gap) ทั้งในส่วนที่ประชาชนติดต่อ สง.ไม่ได้ หรือกรณีที่ สง. และลูกหนี้ยังหาข้อยุติร่วมกันไม่ได้ จึงเป็นที่มาของ “ทางด่วนแก้หนี้” ที่จะช่วยแก้ปัญหาให้ตรงจุดมากขึ้น และช่วยลูกหนี้ในการเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ที่จะช่วยผ่อนคลายแรงกดดันทางการเงินในช่วงวิกฤตินี้.