รฟท.-ซีพี เซ็นสัญญาเดินหน้ารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา ”

0
468

เมื่อ 24 ตุลาคม 62  ที่ ตึกสันติไมตรีทำเนียบรัฐบาล    พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูง เชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยนายวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ รฟท.และบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มกิจการร่วมค้าบริษัทเจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร) โดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์

โดยโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา” หรือรถไฟความเร็วสูงสายภาคตะวันออก ซึ่งเป็นการร่วมลงทุนระหว่างรัฐกับเอกชน (กลุ่ม CP) แบบ PPP และเมื่อครบ 50 ปี รัฐจะเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด  ซึ่งมีระยะทางรวม 220 กม. มีทั้งหมด 9 สถานี ได้แก่ สถานีดอนเมือง สถานีกลางบางซื่อ สถานีพญาไท สถานีมักกะสัน สถานีสุวรรณภูมิ สถานีฉะเชิงเทรา สถานีชลบุรี สถานีศรีราชา สถานีพัทยาและสถานีอู่ตะเภา และพร้อมที่จะต่อขยายไปถึงตราดและระยองในอนาคตอีกด้วย สำหรับเส้นทางช่วงในเมืองจะวิ่งให้บริการด้วยความเร็ว 160 กม./ชม. และวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม. เมื่อออกนอกเมือง ใช้เวลาเดินทางจากสถานีมักกะสันถึงสนามบินอู่ตะเภาเพียง 45 นาทีเท่านั้น  คาดว่าโครงการนี้จะก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมเปิดให้บริการได้พร้อมกับอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ของสนามบินอู่ตะเภา (Terminal 3) ได้เร็วสุดประมาณปลายปี 66 หรือต้นปี 67

ทั้งนี้นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่ภาคเอกชนได้ร่วมลงนามในสัญญาร่วมลงทุน PPP กับภาครัฐผลักดันให้เกิด โครงการก่อสร้างเมกะโปรเจ็คระดับนานาชาติสำเร็จ โดยต้องขอขอบคุณพันธมิตรที่เป็นกิจการร่วมค้า รวมทั้งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งจากประเทศไทยและต่างประเทศ อาทิ ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) และธนาคารเพื่อการพัฒนาประเทศจีน (CDB) รวมทั้งได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงจากเอกอัครราชทูต 3 ประเทศ ประกอบด้วย นายหลู่ย์ เจี้ยน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย นายชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย และนายโลเรนโซ กาลันตี เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิตาลีประจำประเทศไทย ที่ให้การสนับสนุนและร่วมเป็นสักขีพยานในโครงการประวัติศาสตร์ที่เป็นความร่วมมือระดับโลกเพื่อพลิกโฉมหน้าประเทศไทยครั้งนี้.