ผลักดันการใช้ประโยชน์จากกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค(RCEP)

0
129

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีพอใจผลงานกระทรวงพาณิชย์ที่ผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี ตามกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership Agreement: RCEP) ซึ่งมีสมาชิก 15 ประเทศ



นับจากวันที่ RCEP มีผลบังคับใช้เมื่อ วันที่ 1 มกราคม 2565 การค้าระหว่างไทยกับประเทศสมาชิก ในช่วงครึ่งปีแรก ระหว่างเดือนมกราคม -มิถุนายน 2565 มีมูลค่ารวม 169,041 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยไทยส่งออกไปยังประเทศสมาชิก RCEP มูลค่า 78,172 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 ตลาดส่งออกสำคัญที่ขยายตัวได้ดี อาทิ กลุ่มอาเซียน จีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้


นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ ยังได้รายงานตัวเลขที่ชี้ให้เห็นว่าทุกกลุ่มประเภทสินค้าได้รับประโยชน์จากข้อตกลงนี้ มีการการส่งออกไปตลาด RCEP เพิ่มมากขึ้น อาทิ น้ำตาลทราย ผลไม้กระป๋องและแปรรูป ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป และอาหารสัตว์เลี้ยง ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ข้าว และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม เช่น แผงวงจรไฟฟ้า เม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์ยาง


โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรี อยากให้ผู้ประกอบการไทยใช้ประโยชน์จาก RCEP อย่างเต็มที่ ซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมถึงโอกาสอย่างมากในการขยายการส่งออกสินค้าในกลุ่มประเทศสมาชิก ทั้งนี้ RCEP มีจุดเด่นในเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ที่เอื้อต่อผู้ประกอบการให้ได้รับการงดเว้นภาษีง่ายขึ้น การค้าราบรื่น เนื่องจากใช้แบบฟอร์มหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าในรูปแบบเดียวกัน รวมถึงมีระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเอง ดังนั้นผู้ประกอบการไทยควรเร่งศึกษาทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ทางการค้า อัตราภาษีศุลกากร กฎถิ่นกำเนิดสินค้าและวางแผนธุรกิจพร้อมพัฒนาสินค้าให้สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในตลาด RCEP