มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เปิดนิทรรศการ ผลสำเร็จโครงการการปกป้องคุ้มครองเด็กในเมืองพัทยา ก่อนจะปิดศูนย์สาขาพัทยา

0
125
.(จากซ้ายไปขวา) ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย นายสามารถ เที่ยงพูนวงศ์ วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี ดร.มาย ไชยนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ นางสาวพรรณี ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม เมืองพัทยา ร่วมกันเปิดนิทรรศการฯ
.(จากซ้ายไปขวา) ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย นายสามารถ เที่ยงพูนวงศ์ วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี ดร.มาย ไชยนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ นางสาวพรรณี ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม เมืองพัทยา ร่วมกันเปิดนิทรรศการฯ

เมื่อ 13.00 น. วันที่ 25 กันยายน 61 ที่ ศาลาว่าการเมืองพัทยา นายสามารถ เที่ยงพูนวงศ์ วัฒนธรรมจังหวัดชลบุรี เป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการ “ผลสำเร็จโครงการการปกป้องคุ้มครองเด็กในเมืองพัทยา” และมอบโล่เกียรติคุณ ให้แก่ชุมชนต้นแบบเครือข่ายการปกป้องคุ้มครองเด็ก ในระดับชุมชน  โดยมี ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย นางสาวพรรณี ลิ้มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาสังคม ผู้แทนนายกเมืองพัทยา  ดร.มาย ไชยนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองหนองปรือ ผู้แทนองค์กรภาครัฐและเอกชน ผู้นำท้องถิ่น และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมพิธีฯ

ภายในงานมีการมอบโล่เกียรติคุณให้แก่ชุมชนต้นแบบต่างๆอาทิ ตัวแทนจากชุมชนซอยกอไผ่ ชุมชนชุมสาย ชุมชนมาบประดู่ และอื่นๆ รวมไปถึงมีการมอบรางวัล เครือข่ายการปกป้องคุ้มครองเด็กในระดับชุมชน ซึ่งมูลนิธิ HHN เพื่อเด็กไทยมูลนิธิบ้านครูจา  มูลนิธิบ้านจริงใจ ศูนย์ธารชีวิต  และเครื่องข่ายที่ทำงานด้านปกปกป้องคุ้มครองเด็ก ขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้   นอกจากนี้ยังมีการออกบูธจำหน่ายสินค้าโอทอป ของดีของเด่นจากชุมชนเมืองพัทยา และภาคีเครือข่ายอาสาสมัคร ที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิต เพื่อเป็นการสร้างรายได้หมุนเวียนให้คนท้องถิ่น

เนื่องด้วยมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มีความจำเป็นที่จะต้องปิดศูนย์มูลนิธิศุภนิมิต สาขาพัทยา  จึงได้มีการจัดนิทรรศการแสดงผลสำเร็จ ของโครงการการปกป้องคุ้มครองเด็กในเมืองพัทยา ในช่วงระยะการทำงานที่ผ่านมา เพื่อสะท้อนผลสำเร็จการดำเนินงานโครงการฯ พร้อมส่งต่องานที่ได้ทำไว้ให้แก่หน่วยงานพันธกิจ เป็นการสร้างความตระหนัก การรับรู้ด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก ให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนที่อาศัยอยู่ รวมถึงประชาชนทั่วไป ซึ่งจะทำให้ระบบการปกป้องคุ้มครองเด็ก มีความเข้มแข็ง เกิดการป้องกัน และลดปัญหาการทารุณกรรม การล่วงละเมิด การทอดทิ้ง หรือการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก  อีกทั้งชุมชนเองจะมีความรับผิดชอบ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของระบบเครือข่ายคุ้มครองเด็กมากยิ่งขึ้น ในบทบาทการทำงาน  เพื่อให้แนวทางการทำงานของมูลนิธิฯ สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยให้ทุกภาคส่วนที่ทำงานด้านสิทธิเด็ก ร่วมมือกัน สานต่อแนวทางการทำงานต่อไป.