สภาเมืองพัทยา เร่งตรวจสอบโครงการที่จอดเรือแหลมบาลีฮาย และปัญหาขยะตกค้าง

0
41

เมื่อ 3 พฤษภาคม 2560  ที่ห้องประชุมตากสิน ศาลาว่าการเมืองพัทยา นายอนันต์ อังคณาวิศัลย์ ประธานสภาเมืองพัทยา เป็นประธานเปิดการประชุม  สมัยสามัญ สมัยที่สอง ครั้งที่ 1 ประจำปี 2560 โดยนายสินไชย วัฒนศาสตร์สาธร สมาชิกสภาเมืองพัทยา ได้ตั้งกระทู้ถามฝ่ายบริหาร ถึงความคืบหน้าของการเปิดใช้โครงการที่จอดเรือเมืองพัทยา บริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮาย   หลังจากที่รัฐใช้งบประมาณไปกว่า 735 ล้านบาทเพื่อจัดสร้างโครงการที่จอดรถ จอดเรือ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม และการจัดจราจรทั้งบกและทางน้ำ แต่จนถึงปัจจุบันจะมีเพียงโครงการที่จอดรถเท่านั้น ที่เปิดใช้ ขณะที่โครงการที่จอดเรือ ซึ่งสร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2556 ยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้ และมีสภาพที่ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก

(จากซ้ายไปขวา) นายสินไชย วัฒนศาสตร์สาธร  นายโชฎึก โชติกำจร  สมาชิกสภาเมืองพัทยา ตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมถึงปัญหาโครงการที่จอดเรือแหลมบาลีฮายและการจัดการปัญหาขยะตกค้างในเมืองพัทยา
(จากซ้ายไปขวา) นายสินไชย วัฒนศาสตร์สาธร นายโชฎึก โชติกำจร สมาชิกสภาเมืองพัทยา ตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมถึงปัญหาโครงการที่จอดเรือแหลมบาลีฮายและการจัดการปัญหาขยะตกค้างในเมืองพัทยา

นายสินไชยฯ กล่าวว่าโครงการที่จอดเรือ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณดำเนินการเป็นจำนวนมากหลายร้อยล้านบาท เพื่อนำมาใช้ประโยชน์แก่สาธารณะ แต่ผ่านมาหลายปี ก็ยังคงถูกปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับแจ้งข้อมูลว่า โครงการเกิดผลกระทบจากภัยธรรมชาติคือ “พายุหว่ามก๋อ” ในปี 2558 จากนั้นก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆและไม่มีความชัดเจนว่าจะเปิดใช้หรือทำประโยชน์ได้หรือไม่

พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา ชี้แจงว่า จากข้อมูลพบว่าโครงการที่จอดเรือแหลมบาลีฮาย เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 โดย บ.เทสโก้ ที่เข้ามาศึกษาและออกแบบ ก่อนจะว่าจ้างกิจการร่วมค้า Ping เข้ามาดำเนินการก่อสร้างจนแล้วเสร็จก่อนมีการส่งมอบงานในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2556 แต่ต่อมาในระยะแรกนั้นโครงการเกิดผลกระทบความเสียหายจากคลื่นลมมรสุมและเรือที่แล่นผ่านด้วยความผ่านทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่เข้ากระแทกโครงสร้างของโครงการเกินมาตรฐาน มีการเคลื่อนไหลของตะกอนทรายใต้น้ำ ที่สำคัญยังเกิดปรากฏการณ์ภัยธรรมชาติจาก “พายุหว่ามก๋อ” ที่สร้างความเสียหายต่อโครงสร้างและวัสดุในปี 2558 จึงทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้

จากกรณีดังกล่าวที่ผ่านมา นายชนัฐพงศ์ ศรีวิเศษ ปลัดเมืองพัทยา ซึ่งรักษาการตำแหน่งนายกเมืองพัทยาในขณะนั้น ได้ทำการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุด เพื่อทำการสำรวจความเสียหายและสอบสวนข้อเท็จจริงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุของภัยธรรมชาติหรือปัญหาเรื่องของหลักทางวิศว กรรมเป็นหลัก ซึ่งจนถึงขณะนี้ผลการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นการจะใช้งบประมาณเพื่อเข้าไปดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมจึงยังคงถูกระงับไว้ เพื่อรอดูผลการพิจารณาที่ชัดเจน แต่ก็ได้มีคำสั่งให้ทำการเร่งรัดและติดตามอย่างใกล้ชิดแล้ว

ขณะที่ นายอนันต์ อังคณาวิศัลย์ ประธานสภาเมืองพัทยา กล่าวว่าโครงการนี้สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2556 โดยในช่วงระหว่างนี้ก่อนจะถึงกรณีปัญหาของ “พายุหว่ามก๋อ” ในปี 2558 ก็มีระยะเวลาถึง 2 ปีที่ว่างเว้นอยู่ แต่ในช่วงดังกล่าวโครงการก็ไม่ได้เปิดใช้งานอย่างเป็นรูปธรรมแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามทางกฎ หมายแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องมีเรื่องของการค้ำประกันงานเป็นเวลา 2 ปีหลังการส่งมอบ ซึ่งรับ ทราบข้อมูลจากสำนักการคลังว่าได้ทำการยึดเงินประกันไว้ แต่จนถึงปัจจุบันเข้าสู่ปี 2560 ก็ไม่ทราบได้ว่ามีการยื่น Notice เพื่อสงวนสิทธิ์หรือไม่ เพราะจากการสอบถามหลายครั้งก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน และปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไป ซึ่งเรื่องนี้ถึงเวลาที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจนและต้องยุติให้ได้

สำหรับปัญหาด้านขยะ   นายโชฎึก โชติกำจร สมาชิกสภาเมืองพัทยา ได้ตั้งกระทู้ถามถึงกรณีปัญหามลภาวะทางอากาศ และความสกปรกบริเวณโรงพักขยะ ในซอยสุขุมวิท 3 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังจากที่ผ่านมาได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวเป็นจำนวนมากว่าโรงพักขยะแห่งนี้ไม่มีระบบบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของกลิ่นเหม็นเน่า น้ำเสีย และความสกปรก ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการแก้ไข พร้อมผลักดันโครงการที่จะพัฒนาและปรับปรุงเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นและจัดการปัญหาขยะมูลฝอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดย พล.ต.ต.อนันต์ เจริญชาศรี นายกเมืองพัทยา กล่าวว่าเมืองพัทยาทำสัญญาว่าจ้างภาคเอกชนได้แก่ บ.พัทยาเมืองสะอาด เข้ามาทำการเก็บขนและกำจัดขยะมูลฝอยในพื้นที่เมืองพัทยา มาตั้งแต่ปี 2554 โดยตามข้อสัญญาระบุเงื่อนไขให้มีการจัดพื้นที่เพื่อทำจุดพักขยะก่อนส่งไปกำจัด จึงมีการจัดตั้งโรงพักขยะบริเวณชุมชนโรงไม้ขีด ในซอยสุขุมวิท 3 ฝั่งตะวันออก ซึ่งแต่เดิมปริมาณขยะในพื้นที่เมืองพัทยาจะอยู่ที่ 300-350 ตันต่อวัน แต่ปัจจุบันมีปริมาณขยะเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 400-450 ตันต่อวัน ทำให้มีขยะตกค้างเป็นจำนวนมาก ขณะที่โรงพักขยะเองก็มีลักษณะเป็นเพียงโกดังเก็บสินค้าที่ไม่มีระบบป้องกันด้านสุขาภิบาลตามมาตรฐานจึงส่งผลให้เกิดปัญหามลภาวะหลายด้าน อย่างไรก็ตามหลังฝ่ายบริหารชุดปัจจุบันได้เข้ามาทำงานก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมกำชับไปยังผู้รับสัมปทานให้เร่งแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นเร่งด่วน พร้อมตั้งงบประมาณจำนวน 5 ล้านบาทเพื่อว่าจ้างที่ปรึกษาเข้ามาศึกษาและวางแผนการแก้ไขปัญหาขยะทั้งระบบเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขนถ่าย กำจัด และลดมลภาวะที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทางพัสดุเพื่อจัดหาผู้รับจ้าง

ซึ่งในอนาคตคงจะมีการกลับไปใช้พื้นที่กำจัดด้วยการฝังกลบในพื้นที่ 140 ไร่ ในเขตตำบลเขาไม้แก้ว อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งจะต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการที่ดี อีกทั้งยังมีแผนการแก้ไขปัญหาขยะในลักษณะ Cluster ร่วมกับอำเภอสัตหีบ โดยจัดตั้งจุดพักขยะจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ ซอยสุขุมวิท 3 เพื่อรองรับขยะของเมืองพัทยา และบริเวณเขาเพชร เพื่อรองรับขยะจากพื้นที่สัตหีบ โดยจะมีแผนไปศึกษาดูแลที่ศูนย์กำจัดขยะของ กทม.ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท