เคลียร์! กรณีคลิปดังตำรวจจับพ่อลูกสองคาโรงเรียน โลกโซเชียลตั้งคำถามเจ้าหน้าที่เกินกว่าเหตุหรือไม่

0
150

กรณีมีผู้โพสต์คลิปวีดีโอความยาว ประมาณ 4 นาที ซึ่งเป็นภาพเหตุการณ์ขณะเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ บุกจับชายคนหนึ่ง ภายในโรงเรียนเมืองพัทยา 6 เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี พร้อมกับข้อความระบุ ในทำนองว่า ชายคนดังกล่าวมีปัญหากับอดีตภรรยา จนเกิดการหย่าร้างและฟ้องร้องสิทธิ์ในการดูแลบุตร จำนวน 2 คน และ เหตุการณ์ในวันนั้น  มีอดีตภรรยาและญาติรวมอยู่ด้วย หลังจากคลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ทำให้มี คนในโลกโซเชียลเข้ามา แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา ซึ่งส่วนใหญ่ ตั้งคำถามว่าเจ้าหน้าที่กระทำการเกินกว่าเหตุหรือไม่ อีกทั้งหลายคนก็ยังสงสัย ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่

เกี่ยวกับเรื่องนี้เมื่อช่วงค่ำวันที่ 8 สิงหาคม 61  นายธารา เวลาแจ้ง อายุ 35 ปี ซึ่งอยู่ในสภาพใบหน้าบวมปูดตาเขียวช้ำ เดินทางมาที่สถานีตำรวจภูธรบางละมุง พร้อมกับทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.จักร์ทิพย์ พาราพันธสกุล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางละมุง และ พันตำรวจโท ดรัณภพ สระทองอยู่ รอง ผกก.ป. เพื่อแจ้งความเอาผิดกับอดีตภรรยาและบิดา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง

โดยนายธาดา ผู้อยู่ในคลิป เปิดเผยว่า ไม่ได้ติตใจในการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด เพียงแต่สงสัยว่า ตอนนั้นทำไมไม่มีใครช่วยลูกของตนไว้ ในขณะที่อดีตภรรยา คือนางสาวปวิตา พงษ์พันธ์ อุ้มไปโดยที่เด็กไม่เต็มใจ  ซึ่งเรื่องนี้ตอนกลับ ตำรวจได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกันแล้ว แต่ที่มาโรงพักในครั้งนี้ เพื่อแจ้งความเอาผิดบิดาของอดีตภรรยา พร้อมผู้เกี่ยวข้องผู้ที่ลงมือทำร้ายร่างกายตน จนได้รับบาดเจ็บ รวมถึงอดีตภรรยาที่ไปร้องเรียน และให้ข้อมูลเท็จกับทหารว่าตนค้ายาเสพติด จนเป็นสาเหตุของเรื่องนี้ ตนยอมรับว่าในอดีตเมื่อ อายุประมาณ 17-18 ปี เคยมีประวัติเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ตอนนี้ตนอายุ 35 ปีแล้ว และมีภาระต้องเลี้ยงดูบุตรถึง 2 คน ตนจะไปทำตัวเหมือนในอดีตได้อย่างไร ตนขอยืนยันว่าปัจจุบันตนไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้แล้ว และตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินอย่างสุจริตมาโดยตลอด

ทั้งนี้ในอดีตหลังจากหย่าร้างกับภรรยา ก็ได้มีการพูดคุยทำข้อตกลงเกี่ยวกับการดูแลบุตร ซึ่งศาลได้ทำสัญญาประนีประนอม โดยระบุว่า ให้มีการดูแลบุตรร่วมกัน แต่ฝ่ายสามีจะต้องชำระค่าเล่าเรียนทั้งหมด ตนจึงนำลูกมาเลี้ยงเอง  โดยที่ผ่านมา อดีตภรรยาเคยพาทั้งตำรวจและทหาร บุกมาแย่งชิงเอาตัวจะเอาตัวลูก ไปอยู่ในความครอบครองแล้วหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง แต่โชคดีที่ครูในโรงเรียนโทรศัพท์บอก ตนจึงรีบไปที่โรงเรียน และไม่ยินยอมให้นำลูกไป ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ไม่มีอะไรรุนแรง จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนต้องไปรับประทานอาหารกลางวันกับลูกทุกวัน เพราะกลัวว่าอดีตภรรยาจะมาโกหกครูในโรงเรียนแล้วนำลูกไป

“ตนเองรักลูกทั้งสองคนมาก และเชื่อว่าอดีตภรรยาก็รักลูกเช่นกัน แต่ก็น่าจะมีเหตุผลมากกว่านี้ ไม่น่าจะ ใช้วิธีการนี้เพื่อที่จะนำลูกไป โดยส่วนตัวก็รู้สึกสงสัย เพราะทุกครั้งที่ภรรยา จะมาเอาลูกมักจะพาเจ้าหน้าที่มาด้วยทุกครั้ง แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ มาคราวนี้ ทำถึงขั้นโกหกเจ้าหน้าที่ ด้วยการร้องเรียนศูนย์ดำรงธรรมอำเภอบางละมุง ว่าตนเป็นพ่อค้ายาบ้า  ตนคิดว่ามันเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม ทางออกที่ดีของเรื่องนี้ คือ ทั้งสองฝ่ายต้องมาพูดคุยกัน ซึ่งต้นก็พร้อมที่จะเจรจา และเชื่อว่าอดีตภรรยาก็รักลูกไม่ต่างไปจากตน”

ทางด้านตำรวจเปิดเผยว่า เกี่ยวกับเรื่องนี้มีประชาชนและคนในโลกโซเชียลเข้าใจผิด ว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกินกว่าเหตุ จริงๆ แล้วในวันนั้น หลังจากทหารมาขอกำลังเสริม จึงเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่ใช่ไปจับกุมใครทั้งสิ้น แต่ถ้าเหมือนกับว่าที่ออกมาดู เหมือนว่าตำรวจใช้ความรุนแรง ความจริงแล้วเหตุการณ์คือตำรวจเข้าไปห้ามปราม หลังจากที่ญาติฝ่ายหญิงได้เข้าไปทำร้ายร่างกายนายธารา และควบคุมตัวนายธาราไว้ เพราะเจ้าตัวกำลังขาดสติ ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้มีการดำเนินคดี  เพราะยังไม่ได้รับการประสานจากทหารที่มาขอกำลังเสริมเกี่ยวกับเรื่องนี้  ส่วนที่มาที่ไปเป็นอย่างไร คงต้องให้ฝ่ายทหารเป็นผู้ชี้แจง

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอบางละมุง ซึ่งตั้งอยู่บนชั้น 2 ของที่ว่าการอำเภอบางละมุง และได้สอบถาม เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ และได้รับการเปิดเผยว่า กรณีนี้เบื้องต้นทางศูนย์ดำรงธรรม ไม่ได้รับการร้องเรียน เป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด คงต้องไปถาม เจ้าหน้าที่ทหาร เพราะอาจมีการร้องเรียนด้วยวาจาโดยตรงไปที่ทหารก็เป็นได้ แต่ในส่วนของศูนย์ดำรงธรรมเอง ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาที่ศูนย์ดำรงธรรม วิธีการดำเนินการของศูนย์ ก็ต้องมีการไต่สวนสืบหาข้อเท็จจริง ก่อนที่จะดำเนินการในเรื่องนั้นๆอยู่แล้ว.